2008/May/06

มาถึงเอ็นทรีสุดท้ายของทริปนี้จนได้... ไชโย่!!!

สนามบินเจ้าเอ๋ย...

ถ้ามีในเอ็กซ์ทีนมีคณะกรรมการคอยตรวจการเขียนคอลัมน์ล่ะก็ เดี๊ยนคงได้รางวัล "ลำดับยอดแย่" เพราะสิ่งที่เดี๊ยนจะเล่าต่อไปนี้ เกิดก่อนและหลังสถานที่ต่อไปที่เดี๊ยนจะกล่าวถึง

ยกแรก... สนามบินสุวรรณภูมิค่ะ

การโหลดกระเป๋า การตรวจคนออกนอกเมือง ทุกอย่างไม่มีปัญหาเลยค่ะ แต่มีเรื่องฮาๆ เล็กน้อย ที่คิดว่าหลายๆ คนที่จะไปเมืองนอก อาจเอาเยี่ยงอย่างได้

คุณป้าเดี๊ยน... ต้มไข่ไป 10 ฟอง พร้อมด้วยน้ำพริกกระปุกเล็กๆ เมื่อกระเป๋าผ่านช่องเอ็กซเรย์ คุณเจ้าหน้าที่ก็เรียกตัวคุณป้าเดี๊ยนไว้

คุณเจ้าหน้าที่ "เอ่อ... (ถามอย่างเกรงอกเกรงใจ) ข้างในมีไข่ใช่รึเปล่าครับ"

คุณป้า "อ้อ... ใช่ค่ะ ไข่ แต่ต้มแล้วนะ ต้มสุกทั้ง 10 ใบเลย คนเฒ่าคนแก่ก็เงี้ยแหละค่ะ ไปเมืองนอกกินอยู่ยาก เลยต้มไข่ไปเผื่อกินอะไรไม่ได้"

แล้วคุณเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยคุณป้าไปพร้อมไข่ต้มครบทั้ง 10 ฟอง

ว่าแต่... คุณป้าคะ เมื่อกี้ยังเพิ่งบอกหนูไปหยกๆ ว่า "ป้ายังไม่แก่ ไปเที่ยวญี่ปุ่นแค่นี้สบายมาก"

ยกที่สอง... สนามบินนาริตะ

วันสุดท้ายที่กลับเมืองไทย หลังจากตรวจเอกสารต่างๆ และเดินผ่านจุดตรวจกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่อง... อ้าว เอ๊ะ? พี่เขยไม่ผ่าน เกิดอะไรขึ้น ลูกทัวร์พร้อมใจกันกวักมือเรียกเดี๊ยนให้มาคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ถึงได้รู้ว่า พบสิ่งของต้องสงสัยในกระเป๋าเสื้อของพี่เขยเดี๊ยนค่ะ

ของสิ่งนั้นก็คือ... อุปกรณ์กอล์ฟ...

ใครเล่นกอล์ฟคงจะนึกออก มันเป็นแท่งชิ้นเล็กๆ คล้ายมีพับที่มีส่วนปลายเป็นโลหะ สำหรับแซะและปรับพื้นหญ้า แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทุกคนถามว่านี่คืออะไร

ตอนแรกพี่เขยบอกว่าราคาไม่แพง จะทิ้งไปก็ได้ แต่เดี๊ยนเห็นว่ากว่าจะขึ้นเครื่องก็อีกตั้ง 45 นาที ก็เลยวิ่งออกไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินใหม่อีกรอบ พนักงานก็หยิบสิ่งของเจ้าปัญหานั้นมาพิจารณาอย่างงงๆ แล้วหยิบคู่มือมาพลิกๆๆๆ อย่างเคร่งเครียดเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของดังกล่าวสามารถขึ้นเครื่องไปกับพวกเราได้ แล้วก็หยิบกล่องใบใหญ่ (พอๆ กับกล่องเค้กเลยค่ะ) ขึ้นมาใส่เจ้าอุปกรณ์อันเล็กๆ นี่ (ไม่ได้บาลานซ์กันเล้ยยยย) จากนั้นก็ให้เดี๊ยนไปผ่านเครื่องตรวจกระเป๋าใหม่อีกรอบเพื่อแปะสติกเกอร์

แล้วเจ้าเครื่องแต่งหญ้านั่น ก็ได้เดินทางมาเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

เป็นข้อคิดว่า ไม่ใช่แค่มีดนะคะ แต่อุปกรณ์ที่มีโลหะทั้งหลายซึ่งหากเข้าข่ายของมีคม หรือไม่มีคมแต่ดูแล้วไม่น่าไว้ใจ กรุณาแพ็คให้ดีและเก็บเข้ากระเป๋าเดินทางที่จะโหลดเถอะค่ะ อย่าเอาติดตัวเป็นอันขาด ส่วนของที่เป็นน้ำๆ หรือครีมๆ ทั้งหลาย ใส่ซองพลาสติกที่มีปากเป็นซิปแป๊ก (ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไรอ่ะ) ไว้ จะได้ไม่ต้องทิ้งของค่ะ (ข้อนี้หลายคนคงรู้ดีแหละเนอะ แต่คนที่ไม่ค่อยได้เที่ยวอาจไม่ทันนึกถึง หรือแม้แต่คนเที่ยวบ่อยบางคนก็อาจหลงลืมได้เหมือนกันค่ะ)

 

ทะเลสาบคาวากุจิโคะ... กับฟูจิขี้อาย

วันก่อนวันกลับ เหลือเวลาว่างอีกหนึ่งวันค่ะ พี่สาวเดี๊ยนอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิ จึงคิดแผนตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่า จะไปชิสึโอกะ...

แล้ว... ไปไหนดีล่ะในชิสึโอกะ ให้เห็นวิวที่มีฟูจิ... โดยเฉพาะในฤดูที่ไม่รู้ว่าท้องฟ้าจะเป็นใจให้เมื่อไหร่

สุดท้ายก็จองตั๋วชินคันเซ็นไปมิชิมะเพื่อต่อรถไฟท้องถิ่นไปชุเซ็นจินิจิโนะซาโตะซึ่งว่ากันว่ามีสวนดอกไม้หลากหลายประเภท เรียกว่า ไม่เห็นฟูจิแต่เห็นดอกไม้ก็ยังดี

แต่แล้ว... ขณะเดี๊ยนกำลังเดินทางด้วยรถไฟในโตเกียวนั้นเอง ก็เห็นป้ายโฆษณาเทศกาลทุ่งซากุระที่จังหวัดยามานาชิ ภาพในป้ายดึงดูดใจมากค่ะ เพราะเป็นท้องทุ่งสีม่วงสลับชมพู มีฟูจิซันเป็นเงาอยู่ด้านหลัง ปรายตามองวัน ก็พบว่ากว่าจะเลิกก็ตั้งเดือนมิถุนาแน่ะ เราจึงเปลี่ยนแผนจากชุเซ็นจิฯ เป็นยามานาชิแทน

และ... จากเหตุการณ์อินเตอร์เน็ตในเอนทรีที่แล้วนั่นแหละค่ะ ทำให้เดี๊ยนไม่ได้เช็คข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาลนี้ให้รอบคอบ (โทษเอาดื้อๆ ก็แหม... เพราะบทสนทนานั่นทำให้เดี๊ยนลืมหมดเลยว่าจะเช็คอะไรต่อ คิดแต่ว่าไปถามนายสถานีเอาก็ได้ โดยหารู้ไม่ว่า... มันมีข้อมูลอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าข้อมูลที่จะถามนายสถานีซะอีก!!!)

เรื่องวิธีเดินทางน่ะหรือคะ โฮะๆ ชิลๆ หลงกันเป็นอาจิณอยู่แล้ว แต่...

พวกเดี๊ยนก็พาซื่อค่ะ นั่งรถไฟจากชินจูกุสายจูโอเซ็นตกคิว (เดี๊ยนไม่ได้เขียนผิดค่ะ มันอ่านว่า "ตกคิว" จริงๆ) อาสึสะไคจิเป็นสาย JR เส้นจูโอด่วนพิเศษอาสึสะไคจิ มีชานชาลาเป็นของตัวเอง อยู่คนละชานชาลากับสายจูโอธรรมดานะคะ อย่าขึ้นผิด หากท่านมี JR Rail Pass ก็ขึ้นโลด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มในตอนนี้ ไปลงที่สถานีโอตสึคิ (Otsuki) แล้วต่อรถไฟท้องถิ่นสายฟุจิซันคิวโคเซ็นตกคิว "ฟุจิซันตกคิว"

คนที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น คงพอจะคุ้นๆ เส้นทางนี้ชิมิเคอะ...

ใช่แล้วค่ะ มันคือเส้นทางเดียวกับที่จะไปฟุจิคิวไฮแลนด์นั่นเอง โฮะๆๆๆ

แต่งานนี้ไม่ได้ไปลงสถานีฟุจิคิวไฮแลนด์นะคะ อย่าเผลอ... ไม่ใช่เห็นรางรถไฟเหาะขนาดมหึมาแล้วคึก กระโดดลงทันทีแบบเดี๊ยน เอ๊ย... ไม่ค่ะ เดี๊ยนไม่ถึงขนาดนั้น แค่หันไปทำตาละห้อยกับคุณป้าที่นั่งข้างๆ แล้วรำพึงรำพันว่า "หนูอยากเล่นอันนั้นง่า..."

สถานีที่จะไปลงอยู่สุดสายค่ะ ชื่อว่าสถานีคาวากุจิโคะ

จริงๆ ระหว่างทางที่นั่งรถไฟสายนี้ สองข้างทางมีซากุระบานยืนต้อนรับอยู่

ถ่ายมาระหว่างทางค่ะ

แง้ๆๆๆ หนูจาลงสถานีนี้ง่า ฮือๆๆๆ

พอไปถึงที่นั่นก็พุ่งเข้าหาพนักงานขายตั๋วทันทีว่าเราอยากไปที่นี่ต่อ ต้องขึ้นรถคันไหน

พนักงานขายตั๋วก็ตอบกลับมาทันใด... "มันยังไม่เปิดเลยอีหนู..."

O.O" จ๋อยเด่วกำลังสอง... อุตส่าห์ดั้นด้นมา น้ำตาแทบไหลพราก... รู้งี้โดดลงตรงสวนสนุกก็ดี

เรื่องของเรื่องก็คือ เพราะเป็นโฆษณาที่เห็นขณะเดินทาง เลยไม่ได้ดูรายละเอียดชัดๆ ว่ามันจัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษา (แต่วันนั้นวันที่ 16 เมษา) เดี๊ยนดันมองแค่วันสุดท้าย ด้วยใจนึกว่าป่านนี้ซากุระจะโรยไปหมดรึยัง มากกว่าที่จะสงสัยว่ามันบานรึยัง

และก็ได้เจอคุณพี่คนไทยสามีภรรยาคู่หนึ่งค่ะ ทั้งคู่ตั้งใจว่าจะมาดูภูเขาไฟฟูจิซักครั้งเช่นกัน ก็เลยหาทางไปฟูจิซันระดับ 5 คุยกันนิดหน่อย ก็ได้ความว่าหน้านี้ไม่มีรถบัส ต้องไปรถแท็กซี่ ด้วยความที่ยึดอุดมการณ์แรกเริ่มของพี่สาวเดี๊ยน คือชีอยากเห็นฟูจิซัน ก็เลยคิดว่าดีเหมือนกันนะ ลองไปที่เดียวกับพวกเขาดูดีกว่า เดี๊ยนเลยถามรายละเอียดจากคุณพนักงานอีกรอบ และก็ได้คำตอบ "นั่นก็ยังปิดอยู่ล่ะจ้า"

=_=" มันยังเหลืออะไรให้ตรูเที่ยวอีกล่ะเนี่ย

สุดท้าย... พวกเดี๊ยน 6 คน กับสองสามีภรรยา ก็เลยรวมคณะทัวร์เป็นกรุ๊ปเดียวกันชั่วคราว ไปไหนไปด้วย...

หยิบโบรชัวร์ขึ้นมา แล้วเปิดคร่าวๆ ลองชี้ไอ้ที่น่าสนใจดู พนักงานก็แนะนำให้ขึ้นลูปบัส

ลูปบัสจากสถานีคาวากุจิโคะมี 2 เส้นทางนะคะ เส้นแรกแล่นเลีบยทะเลสาบคาวากุจิโคะไปทางตอนเหนือของส่วนอีกเส้นหนึ่งแล่นเลียบทะเลสาบไปทางตะวันตก เส้นทางตะวันตกมีสถานที่ให้เที่ยวมากกว่าค่ะ แต่ถ้าอยากเห็นฟูจิซันต้องขึ้นลูปบัสเส้นทางเหนือ

พี่สาวเดี๊ยนแค่อยากเห็นฟูจิซันเท่านั้น บวกกับมีไอเดียว่าจะไปเดินชินจูกุกันตอนเย็น เราจึงตัดสินใจไปดูแต่ภูเขาไฟกันอย่างเดียวค่ะ

ต้องขอบคุณพนักงานขับรถผู้ใจดีจริงๆ ค่ะ ตอนแรกเดี๊ยนขึ้นอีกสายเพราะเห็นที่เที่ยวเยอะ แต่คุยไปคุยมา พนักงานก็บอกว่า ถ้าอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิต้องที่สวนสาธารณะซันนีเดย์โคเอ็นซึ่งต้องไปคนละสาย

พวกเดี๊ยนก็เลยเปลี่ยนรถกัน ก่อนจะขึ้นคันใหม่ ก็แวะซดโซบะอุด้งกันตรงป้ายที่เปลี่ยนรถนั่นแหละค่ะ

จุ๊ๆๆ เดี๊ยนมีตาลายอธิบายเมนูผิดด้วยนะเออ...

เนื่องจากเมนูอุด้งโซบะร้านนั้นมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ไม่มีภาพค่ะ เดี๊ยนเลยต้องตั้งสติแล้วอธิบายว่าแต่ละอย่างคืออะไรให้ลูกทัวร์ฟัง แอบคิดในใจว่า ถ้ามันมาแบบคิตสึเนะ... ทสึคิมิ... เดี๊ยนยังพอถูไถ แต่ถ้ามาเป็นชื่ออื่นล่ะก็ เดี๊ยนตายสถานเดียว อารมณ์ประมาณไปกินก๋วยเตี่ยวร้านดู๋ดี๋ เจอชื่อที่ไม่มีวัตถุดิบแล้วอึ้งกิมกี่ ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีนั่นแหละค่ะ

แต่โชคดีค่ะ ที่มันไม่ใช่อย่างนั้น เมนูร้านนี้วิเคราะห์ง่ายๆ มีคันจิ 2 ตัวอยู่ข้างหน้าซึ่งเดี๊ยนไม่เข้าใจความหมาย คงเป็นชื่อร้านมั้ง และตามด้วย... ชิคุวะเท็นโซบะ ชิคุวะเท็นอุด้ง (คือโซบะอุด้งที่ใส่เท็มปุระชิคุวะอ่ะค่ะ) และอื่นๆ ซึ่งเดี๊ยนจำไม่ได้ และด้วยความหิวจนตาลายนั้นเอง...

คาคิเท็นโซบะ... คาคิเท็นอุด้ง...

"โซบะ / อุด้งใส่หอยนางรม (คาคิ) ทอดค่ะ" เดี๊ยนแปลเมนูให้อย่างฉะฉานละลานตา

อืม... ฟังดูน่ากินดี มีเนื้อมีหนัง และแล้วลูกทัวร์เดี๊ยน (รวมทั้งเดี๊ยนด้วย) ก็สั่งมาทั้งหมด 3 คน

และเมื่ออาหารมาเสิร์ฟ... ทุกคนกินไปคุยไปไม่ได้คิดอะไรมาก กระทั่ง... เดี๊ยนกินไปได้ครึ่งท้อง เริ่มนึกขึ้นได้... ไหนล่ะคาคิ (หอยนางรม) ???

เมื่อพิจารณาดูดีๆ มันมีแต่ผักสีส้มๆ... สักพักเดี๊ยนจึงนึกขึ้นได้ อุ๊ยตาย... ทำไมตัวเองสะเหร่อขนาดนี้ "คาคิ" ที่ว่าไม่ใช่หอยนางรม แต่เป็นคาคิที่แปลว่า "ลูกพลับ" ต่างหาก

เท็มปุระลูกพลับ =_="

...ไม่เป็นไร... สะเหร่อกว่านี้ก็เจอมาแล้ว... ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบสถานีคาวากุจิโคะนั่นแหละค่า

หลังจากอิ่มท้องก็ออกเดินทางกันต่อ และเมื่อมาถึงซันนี่เดย์ก็...

อ๊ะอ๊าง...

ภูเขาไฟฟูจิลูกหญ่ายยยย ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ขอบคุณคุณพนักงานขับรถบัสคนนั้นมากเลยค่า เสียอย่างเดียวมันครึ้มฟ้าครึ้มฝนอ่ะ ไม่งั้นจะได้เห็นลูกบ๊ะเห้งเต็มๆ ตากว่านี้

อย่าคาดหวังจนเกินไปค่ะ เพราะแถวๆ นั้นน่ะ นอกจากทะเลสาบ ฟุจิซัน และต้นซากุระไม่กี่ต้นแล้ว... มันแทบจะไม่มีอะไรเลย...

ถ่ายคู่กับซากุระซะหน่อย

เดินต่อไปอีกนิด ได้ต้นหลิวเป็นนางแบบรับเชิญ

ภาพรวมๆ ของบริเวณนั้นค่ะ อุตริถ่ายหลังต้นไม้ใหญ่อีกที

บริเวณรอบๆ ซันนีเดย์

(แต่ละรูป... ต้องเพ่งหาฟุจิซันหน่อยนะคะ วันนั้นเดี๊ยนลืมจุดธูปเรียกก็เลยโผล่มาแค่นี้ TT^TT)

หลังจากถ่ายรูปกันได้ที่ ก็จรลีกลับโตเกียว พี่สาวเดี๊ยนบรรลุเป้าหมายแล้ว สบายใจไกด์เถื่อนคนนี้จริงๆ เหอๆๆ

หลังจากนั้น เดี๊ยนกับหลานสาวก็ไปตะลุยฮาราจุกุกันต่อ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่เดินเล่นช็อปเครื่องสำอางและอุปกรณ์กอล์ฟไปที่ชินจุกุนั่นแหละค่า... แหม ก็วันต่อมาจะกลับเมืองไทยแล้วงิ

จบการบอกเล่าเก้าวันในญี่ปุ่นแต่เพียงเท่านี้ค่า

แถม...

น้องทัมโปะโปะ (แดนดิไลออน)

ดอกไรไม่รู้ น่ารักดีเลยถ่ายมา

ซากุระ... ถ่ายเรื่อยเปื่อยจริงๆ ตรู เหอๆๆๆ

 

2008/May/06

ข้อควรระวังในการไปเที่ยวต่างประเทศ

ก่อนจะอัพเฮฮาเรื่องชิราคาวะโก เดี๊ยนขอนินทาคนไทยด้วยกันซึ่งบอกตรงๆ เลยว่า "เดี๊ยนไม่เคยเห็นหน้า แต่อยากประจานเป็นอุทาหรณ์"

ไม่ได้เคียดแค้นอะไรหรอกค่ะ แต่จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เดี๊ยนได้ข้อคิดเรื่องคำพูด แม้เราจะไปอยู่ต่างประเทศเป็นการชั่วคราว และคงไม่ได้พบเจอคน ณ ที่นั้นอีกต่อไปในชีวิต

เรื่องมีอยู่ว่าเดี๊ยนกำลังใช้คอมพิวเตอร์ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเช็คข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยววันต่อไปอยู่ คอมพิวเตอร์ตรงนั้นมีอยู่ 2 เครื่อง และทั้งสองเครื่องเป็นประเภทหยอดเหรียญ 100 เยน ใช้อินเตอร์เน็ตได้ 20 นาที

แน่นอน... เรื่องคงไม่เกิด ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกจับจองทั้งสองเครื่อง

ขอทำความเข้าใจอย่างนึงนะคะ ไอ้เหรียญ 100 เยนที่เราหยอดไปเนี่ย ต่อให้เวลาจะเหลือเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าเราเลิกเล่น มันก็จะไม่ทอนมาหรอกค่ะ

ผู้ชายไทยคนหนึ่ง มานั่งต่อคิวใช้เน็ตที่ม้านั่งข้างหลังเดี๊ยนค่ะ เดี๊ยนไม่รู้หรอกว่าเขาจะต่อเครื่องไหน เพราะใครลุกก่อนเขาก็คงเสียบล่ะนะ

สักพัก เพื่อนผู้หญิงของเขาเดินเข้ามา ทักทายพูดคุยกันด้วยเสียงค่อนข้างดัง

ผู้หญิง "รอเช็คเมลเหรอ"

ผู้ชาย "อือ... ของคนนี้เหลืออีกแค่ 3 นาที"

ผู้หญิง "เออ... งั้นก็นั่งอ้าขากดดันมันต่อไปก็แล้วกัน"

พูดจบก็เดินไป

เดี๊ยนนั่งหันหลังอยู่ แต่ได้ยินน้ำเสียงของผู้หญิงกระแทกแดกดันตรงคำว่า "มัน" อย่างชัดเจน ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นตัวเดี๊ยนหรอกค่ะ แต่พอเงยหน้ามองเวลาของตัวเอง เหลืออยู่เกือบ 3 นาที... อ้าว หมายถึงตรูนี่หว่า

เดี๊ยนไม่โกรธผู้หญิงคนนั้นหรอกนะคะ ที่ใช้คำว่า "มัน" ด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเมื่อพูดถึงเดี๊ยน โถ... ชีคงไม่รู้ว่าเดี๊ยนเป็นคนไทย (จะว่าไปตั้งแต่เหยียบญี่ปุ่นก็ไม่มีใครคิดว่าเดี๊ยนเป็นคนไทยซักคน ฮ่วย!) แต่ที่เดี๊ยนเคืองก็คือ... ต่อให้เดี๊ยนเป็นชาวต่างชาติไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม นี่น่ะหรือ คือถ้อยคำและน้ำเสียงที่ควรใช้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน!?

เดี๊ยนมีสมบัติผู้ดีพอค่ะ จริงๆ ธุระยังไม่เสร็จดีหรอก แต่ค่อยไปถามรายละเอียดอีกทีกับนายสถานีเองก็ได้ เวลาตอนนั้นเหลืออีกประมาณ 2 นาทีกว่าๆ เดี๊ยนจึงลุกสละคอมให้ด้วยความเวทนาที่อุตส่าห์นั่ง "อ้าขากดดัน"

เหมือนประชด แต่ไม่ได้โกรธคุณผู้ชายนะคะ

พี่สาวเดี๊ยนบอกว่า "ทำไมต้องกดดัน ในเมื่อเรามีสิทธิในเวลาที่ยังเหลือ เพราะเงินเรายังไม่หมด ถ้าเป็นพี่จะแกล้งหยอดต่ออีกซัก 2 เหรียญ เอาให้สะใจ"

ช่างเถอะค่ะ... คนไทยด้วยกัน

อยากฝากมิตรรักแฟนบล๊อกทั้งหลาย ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไทย หรืออยู่ต่างประเทศก็ตาม... ระวังคำพูด และพึงระลึกเสมอว่า ไอ้คนต่างชาติที่นั่งหันหลังให้คุณอยู่นั้น อาจเข้าใจภาษาแม่ที่คุณใช้พูดถึงตัวเขาแบบแย่ๆ อย่างแจ่มแจ้งก็ได้... ใครจะรู้

เฮ้อ คิดแล้วเสียดาย รู้งี้ตอนเดินออกมา แกล้งยิ้มหวานให้ แล้วทักภาษาไทยกับชายหนุ่มคนนั้นซะหน่อยก็ดี "อุ๊ย คุณพี่... คนไทยเหรอคะ? ขอโทษทีที่ทำให้ต้องอ้าขากดดันรอนะคะ เวลาเหลืออีก 2 นาที เดี๊ยนให้ฟรีค่ะ ถือว่าทำบุญ เชิญใช้ตามสบายค่า"

แล้วให้ไปเฉ่งกับเพื่อนผู้หญิงตัวเองในภายหลัง...

เฮ้อ... เสียดาย ถ้าตอนนั้นนึกได้เป็นฉากๆ แบบนี้ก็คงสะใจดี (แต่ต่อให้นึกได้ เดี๊ยนจะตัดสินใจทำรึเปล่าก็ไม่รู้เนาะ แต่ถ้าทำไป ผู้ชายซึ่งเป็นคนนั่งรออยู่ดีๆ ก็คงกลายเป็นแพะรับบาปไป) 

 

ชิราคาวะโก... โอ้ละหนอ

ชิราคาวะโก เป็นเมืองชนบทในจังหวัดกิฟุค่ะ เอกลักษณ์ของเมืองนี้ก็คือบ้านชาวนาแบบ 合掌造り (gasshozukuri) คำว่า 合掌 gassho แปลว่า เอาฝ่ามือมาประสานกัน ก็คือพนมมือนั่นแหละค่ะ ส่วน -造り (-zukuri) แปลว่าสร้าง เวลาต่อท้ายคำนามก็น่าจะมีความหมายในแง่ของดีไซน์ หรือโครงสร้าง รวมกันก็หมายถึงสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงเหมือนการพนมมือ

บ้านแบบกัชโชสึคุริมีลักษณะเป็นบ้านที่มีหลังคาเอียงชันมาก ยอดแหลม มองโดยรวมเหมือนรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วค่ะ ที่หลังคาเป็นเช่นนี้ก็เพราะ ในฤดูหนาวหิมะตกหนัก ถ้าหลังคาไม่ชัน หิมะจะไปทับถมจนบ้านอาจพังได้ จึงทำหลังคาให้หิมะเกาะได้น้อยที่สุด ที่สำคัญ หลังคาที่จั่วแหลมสูงย่อมแข็งแรงกว่าจั่วที่ทำมุมค่อนข้างป้านใช่มั้ยคะ

ตัวอย่างแบบเซิร์ฟๆ ให้พอนึกภาพหลังคาออกค่ะ ดูเหมือนเล็ก แต่จริงๆ แล้วหลังใหญ่นะ ใหญ่กว่านี้ก็มี

นอกเรื่องนิด ไหนๆ ก็พูดถึงมุมของสามเหลี่ยม ทำให้เดี๊ยนนึกถึงเรื่อง "สามเหลี่ยมช่วยชีวิต" ที่เคยดูในสารคดีได้ ว่ากันว่า ในยามเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว  ตึกถล่ม หรืออัคคีภัย หากท่านติดอยู่ในตัวอาคาร หาทางออกไม่ได้ ให้ท่านมองหาสามเหลี่ยมช่วยชีวิตเพื่อเข้าไปหลบก่อน

สามเหลี่ยมช่วยชีวิตคืออะไร?

มันคือช่องว่างระหว่างกำแพงกับกำแพง สิ่งของกับสิ่งของ หรือกำแพงกับสิ่งของ อาทิ รูโหว่ระหว่างตู้ที่ล้มลงมาพิงกำแพง กรอบประตูหรือเสาที่ทรุดมาอิงกัน เพราะเมื่อมันทำมุมเป็นมุมแหลมเหนือศีรษะท่าน โอกาสที่มันจะทรุดลงมาโครมใหญ่ใส่หัวท่านจนเบะตายคาที่จะลดลง อีกทั้งยังค่อนข้างแข็งแรงพอที่จะช่วยป้องกันเพดานที่จะยุบลงมาบนตัวท่านอีกด้วย... ไม่ได้หมายความว่าถ้าซุกตัวอยู่ในสามเหลี่ยมช่วยชีวิตแล้วจะรอดชีวิตทุกรายนะเคอะ แต่โอกาสที่ท่านจะโดนอะไรหล่นลงมาทับตายจะน้อยกว่าอยู่ในที่กำบังแบบอื่นเท่านั้น

วกกลับมาเรื่องบ้านแบบกัชโชสึคุริกันต่อค่ะ นอกจากทรงหลังคาที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว วัสดุของหลังคาก็ทำจากฟางข้าวค่ะ อาจเป็นเพราะน้ำหนักเบา (แน่นอนว่าเบากว่ากระเบื้องและหิน) ภายในบ้านมีประมาณ 2-3 ชั้น ในยามหิมะตกหนัก คนในบ้านจะย้ายตัวเองขึ้นมาใช้ชีวิตที่ชั้น 2 และ 3 ค่ะ

ใครที่อยากเห็นกัชโชสึคุริ นอกจากที่ชิราคาวะโก ก็ยังมีที่ทาคายามะอีกด้วยนะคะ แต่บรรยากาศจะต่างกันตรงที่ ทาคายามะเขาจำลองหมู่บ้านในสมัยก่อนมา มีรูปแบบเหมือนพิพิธภัณฑ์ ในขณะที่ชิราคาวะเป็นหมู่บ้านชาวนาแบบดั้งเดิมค่ะ มีคนอยู่อาศัยจริง แต่ปัจจุบันก็มีบ้านญี่ปุ่นแบบตามสมัยขึ้นแซม นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมโฮมสเตย์สำหรับคนที่อยากลองใช้ชีวิตในบ้านกัชโชสึคุริอีกด้วยค่ะ เท่าที่เดี๊ยนเคยสำรวจมา จะเป็นโปรแกรมช่วงหน้าร้อนล่ะ มีกิจกรรมทำนา+ปลูกผักด้วย

หากท่านจะไปชิราคาวะโก มี 2 ตัวเลือกมาแนะนำค่ะ...

ถ้าท่านไม่ได้คิดจะดื่มด่ำกับหมู่บ้านชาวนาแบบดั้งเดิมนักล่ะก็ เดี๊ยนแนะนำให้ไปช่วงเช้าค่ะ พอไปถึงมุ่งหน้าจากรถบัสสู่โรปเวย์ขึ้นจุดชมวิวก่อนเลย (ใช้เวลาเดินประมาณ 30-40 นาทีจากจุดจอดรถ) จะเห็นวิวโดยรวมของหมู่บ้าน ซึ่งเดี๊ยนคาดว่าน่าจะสวย... ที่เดี๊ยนคาดเพราะเดี๊ยนพลาดโรปเวย์น่ะสิเคอะ เพราะเดี๊ยนดันไปช่วงบ่าย โรปเวย์หมดตอน 4 โมง ไม่ทัน... อด... จ๋อยเด่ว

หลังจากชมวิวจนหนำใจ ก็ค่อยเดินชิลๆ ชมหมู่บ้านตามอัธยาศัยค่ะ ถ้าท่านเห็นว่าไม่มีอะไร จะกลับซะตั้งแต่ตอนรถช่วงเที่ยงก็ได้ หรือถ้าท่านชอบก็จะอยู่ถึงเย็นก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น... หากท่านจองรถบัสไป ก็คำนวณเวลากันเอาเองนะเคอะ

อีกตัวเลือกหนึ่งคือกรณีที่ท่านอยากจะไปค้าง เดี๊ยนแนะนำไปช่วงบ่ายค่ะ เดินกินลมชมวิว ชิลๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าจะทันโรปเวย์หรือไม่ แล้วค่อยไปจุดชมวิวซะทีเดียวตอนเช้าก่อนออกเดินทางก่อนเที่ยงในวันต่อไป... ก็เป็นอะไรที่ดูไม่เหนื่อยมากนะคะ

อนึ่ง เที่ยวแบบเดี๊ยนจะไม่เน้นทัวร์ชะโงกค่ะ ชอบไปกินบรรยากาศ และถ่ายรูปเล่นมากกว่าเน้นสะสมแต้มว่า "ฉันได้มาเหยียบที่นี่แล้วโว้ยยย" จากนั้นก็รีบบึ่งไปที่อื่นต่อ แผนการเที่ยวของพวกเดี๊ยนเลยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้ทั้งนั้น... ไม่อยากบอกเลยว่าชิราคาวะโกนี่แหละ เป็นที่แรกในการมาญี่ปุ่นที่พวกเดี๊ยนจำเป็นต้อง "ทัวร์ชะโงก" เนื่องจากเวลาจำกัดของรถบัสที่จองตั๋วไว้ T^T

พูดถึงตั๋วรถ หากท่านไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์ ก็มีรถบัสให้บริการนั่งจากทางคานาซาวะไป หรือนั่งจากทาคายามะไปก็ได้ค่ะ มันชื่อว่าสายโนฮิซึ่งวิ่งจากคานาซาวะไปทาคายามะ โดยมีชิราคาวะโกอยู่ตรงกลาง พวกเดี๊ยนนั่งจากคานาซาวะไปค่ะ เวลาไม่ดีเลย เพราะมีรถไปแค่ 2 รอบ รถกลับแค่ 2 รอบ ถ้าอยากเที่ยวครึ่งวัน จะมีเวลาอยู่ในชิราคาวะโกแค่เกือบ 1 ชั่วโมงเท่านั้น (หากใครไม่ค้างที่นั่น เดี๊ยนจึงแนะนำให้ไปรอบเช้า เพราะจะได้ตัดสินใจถูกเมื่อเห็นสถานที่เที่ยวจริงว่าอยากรีบกลับรึเปล่า คนไม่ชอบก็คงดูว่ามันไม่มีอะไร แต่คนชอบก็คงเดินเล่นได้เรื่อยๆ แบบเพลินใจค่ะ)

ร้านขายของที่ระลึกตรงลานจอดรถค่ะ

สะพาน であい橋 (เดไอบาชิ) แปลแบบกุ๊กกิ๊กหน่อยก็ "สะพานพบรัก" หรือถ้าแปลแบบโรแมนติกก็ "สะพานแห่งการพานพบ" แต่จะพบอะไรก็ต้องลองข้ามไปดูล่ะก๊า

บรรยากาศอีกฝั่งของสะพาน

ร้านอาหารร้านใหญ่ในชิราคาวะโก เดี๊ยนถ่ายภาพนี้มาเพราะชอบกำแพงค่ะ จริงๆ มันคือชั้นเก็บฟืน แต่พอเอาฟืนมาวางจนเต็มก็จะดูเหมือนลายกำแพงแปลกตาดีค่ะ

อีกมุมหนึ่งในชิราคาวะโก

เงียบสงบ เดินไปทางไหนก็ประมาณนี้แหละค่ะ

พิพิธภัณฑ์อะไรซักอย่างที่เดี๊ยนไม่ได้เข้า (เวลามันจำกัด ฮือๆๆๆ >.<)

จบเรื่องชิราคาวะโกไปอีกหนึ่ง จริงๆ เดี๊ยนคิดว่าถ้ารวมได้ เดี๊ยนก็อยากอัพรวมพูดถึงทาคายามะซึ่งเดี๊ยนไปมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่... มันคนละทริปกัน ไว้หาโอกาสบันทึกใส่บล๊อกรำลึกความหลังเมื่อมีเวลาและอารมณ์แล้วกันนะเคอะ เหอๆๆๆ

 

2008/May/05

ฝนซากุระ... เปียกมะลอกมะแลกในคานาซาวะ

จริงๆ เดี๊ยนไปคานาซาวะวันที่ 2 ของการเดินทางค่ะ แต่ทำไมไม่รู้ ขี้เกียจเล่าอ่ะ 555

แต่เพื่อความสมบูรณ์มากขึ้นของหัวข้อนี้ เล่าก็ได้ค่ะ

เมื่อปี 2001-2002 เดี๊ยนเคยได้ทุนไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่คานาซาวะ เป็นคอร์สภาษาและวัฒนธรรมค่ะ อยู่ที่นั่นเกือบ 1 ปี ถึงจะไม่นานเท่าไหร่ แต่พอกลับไปมันรู้สึกคิดถึงเหมือนเป็นบ้านเก่ายังไงพิกล

เมืองคานาซาวะอยู่ในจังหวัดอิชิคาวะเป็นเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งในญี่ปุ่นค่ะ สมัยก่อนดินแดนแถบนี้เรียกว่า 加賀 (คะงะ) เหมือนที่เอโดะกลายเป็นโตเกียวในปัจจุบันนั่นแหละค่ะ เฮ้อออ... อยากจะอัพความรู้ด้านประวัติศาสตร์ใส่ให้บล๊อกตัวเองดูดีมีสาระกับเขาบ้าง แต่... มันก็หลายปีแล้วเนาะ เดี๊ยนลืมไปเยอะแล้วเหมือนกัน ถ้าอยากจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง คงต้องค้นตำรากันใหม่หมดนั่นแหละค่ะ... เสียดายจัง ปีที่เดี๊ยนไปอุตส่าห์มีซีรีส์ยาวแนวพีเรียดของ NHK เกี่ยวกับแคว้นนี้โดยเฉพาะเลยนะ ความจำคนเราก็เป็นอนิจจังค่ะ 555 (แก้ตัว)

เมืองนี้มีลักษณะเป็นเมืองเก่าค่ะ เป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมชั้นสูงต่างๆ ของญี่ปุ่นไม่ต่างจากเมืองเกียวโตเลย แต่ถ้าจะพูดให้เห็นภาพมากขึ้น (รึเปล่า) ถ้าเปรียบเกียวโตเป็นญี่ปุ่นด้านหน้า อิชิคาวะก็เป็นญี่ปุ่นด้านหลัง อาทิ พิธีชงชา สายทางเกียวโตจะเรียกว่า "โอโมเทะเซ็งเค" (สายด้านหน้า) ส่วนสายที่กำเนิดจากอิชิคาวะจะเรียกว่า "อุระเซ็งเค" (สายทางด้านหลัง)

ด้านหน้ากับด้านหลังต่างกันอย่างไร?

ต่างกันตรงที่ วัฒนธรรมทางด้านหน้า จะออกแนวฉูดฉาด ร่าเริงสดใส (華やか)ในขณะที่วัฒนธรรมด้านหลังจะออกแนวเรียบง่าย สงบ ทว่าสง่างาม (雅やか) สิ่งเหล่านี้จะสื่อออกมาทางผลงานศิลปะต่างๆ

ความสำคัญของเมืองคานาซาวะอย่างหนึ่ง เดี๊ยนคงเอ่ยถึงไปบ้างแล้วในตอนของนิกโก นั่นก็คือ "ทองคำเปลว"

ของดีประจำคานาซาวะอาทิเช่น สวนแบบญี่ปุ่นเคนโรคุเอ็น ปราสาทอิชิคาวะ ขนมญี่ปุ่น (วากาชิ) ซึ่งไว้กินกับชา เครื่องปั้นดินเผาคุทานิ (แหงล่ะค่ะ ก็ปั้นถ้วยชานี่) ทองคำเปลว และกระดาษซับมัน (ซึ่งได้มาจากการตีทองคำเปลวนั่นเอง)

ชื่อคานาซาวะ อ่านจากคันจิมีความหมายประมาณว่า "ขุมทอง" เป็นเมืองที่ตีทองคำเปลว แต่ไม่ได้ใช้เองนะเคอะ ในอดีตส่งไปแปะบนคิงคะคุจิในเกียวโต (ปัจจุบันก็คงด้วยแหละค่ะ) ทองคำเปลวญี่ปุ่นแผ่นบางกว่าของไทยเยอะค่ะ บางขนาดที่ว่าไม่สามารถหยิบด้วยมือเปล่าได้ ต้องใช้ที่คีบซึ่งทำจากไม้ไผ่หนีบอย่างเบามือ

ปัจจุบันช่างฝีมือตีทองในญี่ปุ่นเหลือน้อยเต็มทีค่ะ เพราะแต่ละที่มีเทคนิคการตีแตกต่างกัน และต่างก็เก็บเทคนิคเหล่านั้นเป็นความลับ บวกกับไม่ใช่ยุคสมัยที่ใช้ทองคำเปลวกันแล้ว (ที่เห็นในครัวเรือนก็คงเป็นตู้หรือหิ้งบูชา) เพื่อเป็นการอนุรักษ์จึงมีการนำทองมาประยุกต์ทำงานศิลปะอื่นๆ เช่นเครื่องเรือนต่างๆ ของประดับตกแต่ง หรือใช้กับการสร้างสรรค์งานประเภทแก้ว เพื่อให้ทองคำเปลวมีทางออกในแง่ของการผลิตเป็นสินค้า (แต่ราคาก็แพงค่ะ... สำหรับคนญี่ปุ่น ของที่มีทองคำเปลวแปะอยู่แม้เพียงน้อยนิด จะดูสูงค่าฮายโซวขึ้นมาทันที)

ส่วนกระดาษซับมันที่เกิดจากการตีทองนั้น เดิมทีมันก็คือกระดาษสาญี่ปุ่นชนิดหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของเมือกในพืชชนิดหนึ่ง ทำให้มีความเหนียวเป็นพิเศษ ใช้คั่นแผ่นทองแต่ละแผ่นเวลาตีค่ะ พอตีไปเรื่อยๆ กระดาษก็จะค่อยๆ บางลงและ mature มากขึ้น (เดี๊ยนไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี) กระทั่งเลิกใช้งาน ก็จะนำไปให้เกอิชาในเกียวโตใช้ซับมันเวลาแต่งหน้าค่ะ เป็นกระดาษที่มีความไวในการจับไขมันบนใบหน้ามาก เนื้อกระดาษก็บางนุ่ม แต่เดี๋ยวนี้ถ้าไปซื้อตามร้านขายของที่ระลึก เดี๊ยนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นกระดาษซับมันจากการตีทองหรือผลิตจากโรงงานนะเคอะ

วกกลับมาที่เรื่องเที่ยวบ้างดีกว่า

จากโตเกียวไปคานาซาวะคราวนี้ ต้องต่อรถหลายรอบอยู่เหมือนกัน ก่อนอื่นนั่ง JR มาลงสถานีอุเอโนะ (อีกแล้วครับทั่น) จากนั้นนั่งชินคันเซ็นจากอุเอโนะไปลงที่สถานีโจเอ็ตสึยุซาวะ และจากนั้นก็ต่อรถอีกทอดไปลงสถานีคานาซาวะ

เนื่องจากไม่เดี๊ยนไม่เคยใช้ JR Rail Pass จากโตเกียวไปคานาซาวะ จึงเกิดอะไรให้ตื่นเต้นอีกแล้ว เมื่อพนักงานตรวจตั๋วเดินเข้ามาแล้วบอกว่า "รถไฟขบวนนี้แล่นผ่านเส้นทางที่นอกเหนือจาก JR จึงต้องเก็บค่าโดยสารเพิ่มคนละ 1450 เยน" พวกเดี๊ยนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ถามย้ำพนักงานอยู่หลายครั้งว่าทำไม ทำไม ทำไม... และพนักงานก็ตอบกลับมาเหมือนเดิมทุกครั้ง ง่า... ก็เข้าใจค่ะ เรื่องเก้บตังเพิ่ม และแล่นออกผ่านเส้นทางที่ไม่ใช่ JR เนี่ย แต่ว่าทำไม? (คุณผู้อ่านเข้าใจมั้ยคะ?) มันสงสัยอ่ะ ว่าค่าอะไร? พอถามอีก ก็ได้รับคำตอบกลับมาอีกว่าเป็นค่าเส้นทาง อืม... อันนั้นรู้แล้วอ่ะ แต่มันก็ยังสงสัย

สุดท้ายก็เลิกงง... เพราะสรุปกันเอาเองว่า คงมีทางรถไฟตัดใหม่อีกเส้นซึ่งน่าจะเร็วกว่าล่ะมั้ง (คิดเองเออเอง) ก็เมื่อก่อนไม่เห็นมีเก็บค่าทางพิเศษแบบนี้นี่นา แต่ขากลับก็ไม่มีพนักงานตรวจตั๋วมาเก็บนะคะ (แอบงงต่อเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ดีกว่าต้องจ่ายตัง)

การเดินทางด้วยชินคันเซ็น + รถไฟ ใช้เวลาไปประมาณ 5 ชั่วโมงได้ (เหมือนจะเร็วกว่าเมื่อก่อนเกือบชั่วโมง นับรวมเวลารอรถที่โจเอ็ตสึยุซาวะอีก 1 ชั่วโมง)

คานาซาวะเปลี่ยนไปจากตอนที่เดี๊ยนอยู่มากค่ะ เริ่มตั้งแต่สถานีเลยค่ะ

เมื่อหลายปีก่อน ทางเข้าทิศตะวันออกของสถานีกำลังก่อสร้าง สร้าง สร้าง สร้าง... จนครบหนึ่งปีเดี๊ยนต้องกลับเมืองไทยก็ยังสร้างไม่เสร็จ แต่พอมาตอนนี้ โอ้วววว ว้าวววว แม่เจ้า.... นี่มันอะไรกันนี่!? หรูเลิศอลังการดาวล้านดวง แถมยังมีห้างไฮโซอยู่ทางด้านซ้ายเมื่อเดินออกจากสถานีอีกต่างหาก ส่วนทางประตูตะวันตกมีบันไดลงสู่ใต้ดินซึ่งเชื่อมกับชานชาลารถไฟสายท้องถิ่น ใต้ดินนั้นเป็นที่โล่ง แสงแดดส่องถึง สะอาดตา มีห้องน้ำและที่นั่งรอ... ของใหม่ก็เงี้ย

อลังการงานสร้างมั้ยล่ะคะ?

คานาซาวะเดี๋ยวนี้มีฝรั่งมาเที่ยวเยอะมากกกกถึงมากที่สุดค่ะ ไปที่ไหนก็เห็นแต่นักท่องเที่ยวฝรั่ง นักท่องเที่ยวเอเชียน้อยยยยมาก ตอนที่เดี๊ยนไปแทบไม่เจอเลยล่ะ

มาถึงวันแรกเดี๊ยนก็หมายมั่นปั้นมือพาลูกทัวร์ไปเค็นโรคุเอ็น... สวนแบบญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับปราสาทอิชิคาวะ ขึ้นชื่อว่าฤดูใบไม้ผลิ... เดี๊ยนไม่เคยลืมค่ะ แม้จะผ่านมานานหลายปีแล้ว ซากุระย่านเค็นโรคุเอ็นสวยประทับใจที่ซู้ดดดดด ถึงแม้จะไม่เยอะเท่าที่สวนสาธารณะอิโนคาชิระอนชิโคเอ็นในโตเกียวก็ตาม แต่บรรยากาศรอบข้างที่เป็นส่วนผสมของการดูซากุระทำให้รู้สึเหมือนไม่ได้ชมซากุระ แต่ชมเมืองที่เต็มไปด้วยซากุระมากกว่า

จากสถานีไปโคริมโบแสนง่ายดายค่ะ แต่เดี๊ยนไม่ได้มานาน เลยมีการงงๆ วิงเวียนหน้ามืดตาลายไปบ้าง...

ออกจากสถานีประตูทิศตะวันออกโลด... แล้วมายืนรอเมล์ค่ะ

รถเมล์จากสถานีมีหลายป้ายให้ขึ้น แต่ละป้ายสายใครสายมันค่ะ ขึ้นป้ายผิดก็ไปคนละทางเลย ทางที่ดีสอบถามแผนกข้อมูลท่องเที่ยวในสถานีก่อนดีกว่านะคะ

ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์จะโชคดีหน่อย มีรถท่องเที่ยวให้บริการค่ะ เดี๊ยนไปอ่านป้ายเจอ แล้วก็ยืนเพ่งหารายละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง คุณลุงที่ทำความสะอาดพื้นถนนก็เข้ามาถามว่าจะไปไหน เดี๊ยนเลยถือโอกาสถามว่ารถอันนี้ขึ้นตรงไหน คุณลุงบอกว่าวันนี้วันธรรมดาไม่มีหรอก ทันใดนั้น รถเมล์ก็จอดเทียบป้ายพอดี คุณลุงก็ถามว่าจะไปเค็นดรคุเอ็นใช่มั้ย งั้นก็คันนี้ พูดจบคุณลุงก็ทิ้งอุปกรณ์ทำมาหากิน แล้ววิ่งไปยังรถเมล์ส่งสัญญาณบอกพนักงานขับรถให้รอพวกเดี๊ยนก่อน... แล้วก็ยืนส่งจนพวกเดี๊ยนขึ้นรถครบทุกคนโดยปลอดภัย โอ้วววว คุณลุงช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ คนคานาซาวะอัธยาศัยดีทุกคนค่ะ รักคนไทยด้วยนะ เดี๊ยนขอบอกกกก

นอกจากนี้หากท่านออกประตูทิศตะวันออกแล้วไปรอรถลูปบัสสำหรับนักท่องเที่ยวที่ป้ายหมายเลข 1 ก็ได้ค่ะ น่าเสียดายเดี๊ยนยังไม่เคยลอง แต่ได้ข่าวว่ามีรถมาทุกชั่วโมง รถก็ไม่เหมือนรถเมล์ล่ะ เป็นรถบัสเล็กๆ สีสันสวยงาม

และแล้วพวกเราก็นั่งรถเมล์มุ่งหน้าไปยังเค็นโรคุเอ็น... ลงป้ายเค็นโรคุเอ็นชิตะนะคะ

ทว่า... T^T

มารผจญค่ะ... เมฆครึ้ม ฝนตก เฉอะแฉะไปหมดเลย ถ่ายรูปไม่สวยด้วย แต่ละคนสภาพชื้นฝนไปตามๆ กัน ที่ไม่ต้องซื้อร่มเลยได้ซื้อหอบหิ้วกันตลอดทริป

แต่... ฝนตกแค่ไหน เค็นโรคุเอ็นก็ยังงดงามอยู่ดี

น่าเสียดายที่ปีนี้อากาศแปรปรวนค่ะ เท่าที่เดี๊ยนสังเกต ไม่ค่อยมีที่ไหนซากุระบานพรึ่บพร้อมพรั่งในคราวเดียวกัน แม้แต่คานาซาวะซึ่งก่อนมาอ่านพยากรณ์ว่าวันที่เดี๊ยนไปจะมังไค (บานเต็มที่) พอดี ปรากฏว่าบางต้นก็ร่วงแล้ว แต่บางต้นเพิ่งผลิดอกตูมก็มี ไม่งั้นคงได้เห็นถนนตั้งแต่เค็นโรคุเอ็นไปถึงโคริมโบขาวโพลนไปด้วยซากุระที่ปลูกข้างทาง

แต่โชคดีที่เป็นช่วงเทศกาลชมซากุระของที่นี่ เค็นโรคุเอ็นเปิดให้เข้าชมฟรีค่ะ จากปกติผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 100 เยน แถตอนกลางคืนมีเปิดไฟไลท์อัพโชว์ความงดงามท่ามกลางแสงไฟในยามราตรี แต่พวกเดี๊ยนตัดใจค่ะ เพราะฝนไม่เป็นใจแท้ๆ T^T

วิวบังคับของเค็นโรคุเอ็นอยู่ที่สะพานเล็กๆ และเสาหินเล็กๆ ซึ่งฉากหลังเป็นบึงขนาดใหญ่ค่ะ วิวนี้อยู่หลังจากเดินเข้ามาซัก 1 นาที สังเกตง่ายๆ ...คนไปมุงรอถ่ายรูปกันเยอะเหลือเกิน

เดินเข้ามาหน่อยทางซ้ายมือ ก็จะเห็นวิวของเมืองคานาซาวะซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา ข้างบนมักมีเหยี่ยวเจ้าเก่าซักตัวสองตัวบินโฉบไปมาอยู่ประจำ แม้กระทั่งวันฝนตก พวกเหยี่ยวจอมขยันก็ยังบ้าพลังบินเหนือทิวทัศน์ของเมือง

 

ถ้าฟ้าใสคงถ่ายรูปออกมาสวยกว่านี้ เห็นมหาวิทยาลัยคานาซาวะอยู่ลิบๆ ด้วยนะ อิอิ

อีกมุมในเค็นโรคุเอ็นค่ะ สังเกตสะพานหิน น่ารักดี

ถ่ายรูปกลางสายฝนกันเพลินๆ ก็หมดเวลาในเค็นโรคุเอ็นไปแล้วครึ่งวัน พอดีพวกเดี๊ยนไปกันตอนเช้า ถึงบ่ายกว่าๆ เริ่มเดินในสวนก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ หลบฝนอีก ออกมาก็เกือบได้เวลาอาหารเย็นค่ะ

ขอเผาแม่ค้าขาจรซึ่งดูแล้วคาดว่ามารับจ๊อบเฉพาะหน้าชมซากุระซักหน่อยแล้วกันค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า เดี๊ยนไปซื้อมันทอดกับพี่สาว มันทอดนั้นราคาถ้วยละ 300 เยน พี่สาวเดี๊ยนก็อยากจะใช้เหรียญให้หมดๆ ไปตั้งแต่วันแรกๆ (เพราะมีประสบการณ์เหรียญตุงกระเป๋าในวันกลับจากทริปคราวที่แล้ว) ก็เลยให้เหรียญย่อยแม่ค้าไป แต่... พอคุณแม่ค้าเห็นเหรียญ 50 เยน 10 เยน 5 เยน และ 1 เยน ที่ผสมกลมเกลียวกันเป็น 100 เยน แม่ค้าก็เอาคืนแล้วพูดว่า "ดาเมะ ดาเมะ อิจิเอ็นวะโอกาเนะจะไน!" (ไม่เอา ไม่เอา เหรียญหนึ่งเยนไม่ใช่เงิน) แล้วก็คืนเหรียญเหล่านั้นมาให้พี่สาวเดี๊ยน จากนั้นขณะที่พวกเดี๊ยนกำลังอึ้งกิมกี่ ชีก็เดินออกมาแล้วถือวิสาสะเอามือล้วงเข้ามาในกระเป๋าตังของพี่สาวเดี๊ยน หยิบเหรียญ 100 เยนไป

ฉุนสิคะ... ไม่รับเหรียญ 1 เยนไม่ว่า แต่กรุณาถามดีๆ หน่อยได้มั้ย อย่างเช่น "ขอโทษนะจ๊ะ ป้าไม่รับเหรียญย่อย มันใช้ยาก ขอเหรียญ 100 เยนได้มั้ย" บลาๆๆ ไอ้เราก็เต็มใจจะให้ -*-

พอเล่าเรื่องนี้ให้รุ่นพี่ซึ่งนัดกินข้าวกันฟัง รุ่นพี่ก็บอกว่า แบบนี้ต้องศอกกลับไปว่า "一円を笑うものは一円に泣く : อิจิเอ็นโอะวาราอุโมโนวะ อิจิเอ็นนินาคุ!" (คนที่หัวเราะเยาะเหรียญหนึ่งเยน ซักวันจะต้องร้องไห้ให้กับเหรียญหนึ่งเยน แปลเป็นไทยอีกทีว่า แม้หนึ่งเยนจะด้อยค่า แต่ของบางอย่าง ถ้าขาดเงินไปแม้แต่เยนเดียวก็ซื้อไม่ได้นะจะบอกให้) เสียดาย มารู้จักประโยคนี้ช้าไป ไม่งั้นเดี๊ยนคงตอบกลับไปอย่างที่ยุจริงๆ เว้นแต่ว่าแม่ค้าใจดี ไม่เห็นค่าเงิน 1 เยนจริงๆ ให้มันทอดลูกค้าฟรีแม้ตังไม่พอไป 1 เยน ก็เป็นอีกเรื่อง...

คอมเมนต์จากพี่สาว... "ไม่ได้อคตินะ... แต่มันทอดไม่อร่อย" ซะงั้นค่ะ 555+

จากเค็นโรคุเอ็นเที่ยวง่าย เพราะถ้าท่านชอบถ่ายรูป ท่านอาจวางโปรแกรมเที่ยวตั้งแต่เช้าเลยยังได้ ไปเค็นโรคุเอ็น พอออกมาก็เข้าปราสาทอิชิคาวะต่อ แล้วออกอีกทางทะลุถึงโคริมโบ หากเวลาเหลือเยอะก็ไปเดินหมู่บ้านซามูไร แล้วค่อยกลับมาชมเมืองน่ารักๆ ที่เซ็นเตอร์พอยต์คานาซาวะ หรือเดินหาร้านอร่อยๆ ย่านโคริมโบนี่ก็ยังได้ ถ้าไม่เหนื่อยจนเกินไป อาจเดินเลยไปทางแม่น้ำไซ มีอะไรๆ ที่บ่งบอกความเป็นคานาซาวะให้ดูอีกเยอะค่ะ (ถึงไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นแห่งๆ ก็ตาม เว้นแต่จะนั่งรถไปพิพิธภัณฑ์ให้เป็นกิจจะลักษณะไปเลย)

โคริมโบคืออะไรหรือคะ? โคริมโบคือย่านร้านค้าที่มีไดมารูห้างหรูแหล่งแบรนด์เนม, โคริมโบ 109 ที่มีร้านแบรนด์เดียวกับชิบุยา 109 ในโตเกียว, และ... เซ็นเตอร์พอยต์แห่งคานาซาวะ แม้แต่ร้าน Animate สาขาคานาซาวะก็สิงสถิตอยู่ในเซ็นเตอร์พอยต์แห่งนี้แหละค่า โฮะๆๆ

ที่นี่แหละค่ะ... แหล่งเปิดหูเปิดตาทุกสุดสัปดาห์ของเดี๊ยนเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่หอพักอยู่บนเขาเงียบเหงาเหลาเหย่ จ่ายตลาดทีเดินลงเขามา 2 กิโล แต่ถ้าเป็นโคริมโบ ต่อให้ไม่มีรถเมล์ต้องเดินเข้ามเมืองเป็นชั่วโมงเดี๊ยนยอมมมม... T^T และเพราะเหตุนี้ ชีวิตของเดี๊ยนเลยผกผัน จากคุณหนูผู้เจ้าสำอางผู้บอบบางกลายร่างเป็นสาวแกร่งฝีแข้งมหาประลัยภายในไม่ถึงเดือนได้ (แรงจูงใจจากกิเลสตัณหาอยากช็อปเสื้อผ้าล่ะสิเอ็ง =_=")

อย่างไรก็ดี ฟ้ายังปรานีให้ฟ้าเปิดในวันที่สอง พวกเดี๊ยนเลยไปเที่ยวปราสาทอิชิคาวะกันในวันต่อมา แล้วเดินเข้าเขตดคริมโบเพื่อมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านซามูไรนางามาจิต่อ

ทางเข้าปราสาทค่ะ ซากุระสองข้างทาง

ภายในเขตปราสาท เห็นเหลืองๆ เป็นทางคือหมวกของเด็กนักเรียนนะคะ คาดว่าน่าจะประถม ตัวเล็กๆ เดินเรียงกัน น่ารักสุดๆ

ปราสาทค่ะ

อีกมุมหนึ่งของปราสาท

ยังอยู่ภายในปราสาท แต่เป็นระหว่างทางเดินออกไปโคริมโบค่ะ

จากโคริมโบ เมื่อท่านมาถึงโคริมโบ 109 แล้วนะคะ ท่านเดินเลาะไปทางถนนเล็กๆ ด้านหลังโคริมโบ 109 ค่ะ เลี้ยวขวาแล้วตรงไปโลดดดดด จนกระทั่งเห็นป้ายทางเข้านางามาจิเล็กๆ นั่นแหละค่ะ แล้วเลี้ยวซ้ายก็ถึงแล้ว

สวนเล็กๆ ในโรงเรียนช่างฝีมือในนางามาจิค่ะ อยากเอารูปหมู่บ้านซามูไรมาอวด แต่... มีเดี๊ยนติดด้วยทุกรูป เขิลลล

แต่ถ้าท่านอยากไปเซ็นเตอร์พอยต์คานาซาวะ จากโคริมโบ 109 ท่านเดินเลียบถนนใหญ่ไปทางที่คนเยอะๆ ร้านค้าแยะๆ โลดค่ะ หาง่ายสุดๆ

จริงๆ เดี๊ยนอยากพาลูกทัวร์ไปที่อื่น อย่างเช่น วัดนินจา (ไม่ได้มีนินจาอยู่นะคะ แต่วัดนี้มีประตูกลและกับดักมากมายไว้สำหรับผู้ครองแคว้นหลบหนีเวลามีภัย เลยมีฉายาว่าวัดนินจาค่ะ) ซากุระเลียบแม่น้ำอาซาโนะ บลาๆๆ แต่เนื่องจากทริปนี้มีไปชิราคาวะโกแทรก ต้องสละเวลาช่วงบ่ายไปที่นั่นแทนค่ะ

ส่วนวันต่อมา... ลูกทัวร์บางส่วนหมดแรง ไหนจะหมดเวลาต้องเดินทางกลับโตเกียวอีก เลยได้พาลูกทัวรืมาเหยียบคานาซาวะแต่เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ T^T

เอ็นทรีหน้าจะพาไปชิลๆ (?) ที่ชิราคาวะโก... ถ้าเวลาอัพเหลือจะตามติดๆ ด้วยชมภูเขาไฟฟูจิที่ซันนี่เดย์โคเอ็น ยามานาชิด้วยค่ะ

ปิดท้ายด้วยฝาท่อน้ำ (ไว้ยามดับเพลิง) ของคานาซาวะ เก๋ไก๋สไลเดอร์ เป็นรูปสัญลักษณ์ของเค็นโรคุเอ็น

 



neorosifix
View full profile