สวัสดีค่ะ มิตรรักแฟนบล็อก

เอ็นทรีนี้มาถึงคิว "ของกินลือชื่อ" ของจังหวัดคางาวะจนได้นะคะ

เวลาที่เดี๊ยนเอ่ยชื่อจังหวัดคางาวะกับคนญี่ปุ่นทีไร ก็มักจะได้ยินเสียงตอบรับว่า "อุดงอร่อยนะ" "ต้องไปกินอุดง" "แหล่งอุดง"

ใช่แล้วค่ะ จังหวัดนี้มีชื่อเสียงเรื่องของอุดง เพราะเป็นถิ่นกำเนิดของ "讃岐うどん (Sanuki-udon) ซานุกิอุดง" หรืออุดงแห่งเมืองซานุกิ

เดี๊ยนรู้จักซานุกิอุดงจากรายการญี่ปุ่นรายการหนึ่งที่เคยดูเมื่อนานนนนนนนนนแสนนานมาแล้ว เป็นรายการของแปลกจากที่ต่างๆ ในญี่ปุ่นค่ะ รายการนั้นพาไปแนะนำให้รู้จักร้านอุดงชื่อดังแห่งหนึ่งที่ใช้โรบ็อตในการเหยียบแป้งอุดงค่ะ

ถ้าไปเที่ยวในแถบภูมิภาคเซโตะ (จังหวัดที่ติดกับทะเลเซโตะ เช่น โอคายามะ หรือ คางาวะ) ซึ่งเป็นแหล่งอุดง จะเห็นร้านขึ้นป้ายว่า "手打" (เทอุจิ) เยอะแยะมากมาย ทำว่า เทอุจิ นี้แปลว่า "ทำมือ" ค่ะ ไม่ได้ใช้เครื่องจักร ถ้าเปรียบกับร้านในเมืองไทยก็น่าจะคล้ายๆ กับ "ร้านขนมจีนบีบเส้นสด" อะไรแบบนี้แหละ 5555

มันตลกตรงที่ แท้จริงแล้ว เส้นอุดงทำมือนั้น ไม่ได้ใช้มือในการนวดแป้งค่ะ แต่เป็น "เท้า" ต่างหากล่ะ เหอๆๆ อร่อยรสสนุกล้ำไปเลยใช่ไหมล่ะ

แหม... จะต้องคิดมากอะไรล่ะคะ ขนาดไวน์ในยุโรปก็ยังเหยียบองุ่น กะปิเมืองไทยก็เหยียบเคย กร๊ากๆๆๆ

ย้อนกลับมาที่รายการที่มีโรบ็อตเหยียบแป้งอุดง แน่นอนว่าโรบ็อตก็ถูกออกแบบให้เป็นรูปคนเหยียบแป้งอุดงค่ะ ไม่หลุดคอนเซ็ปต์เลยแฮะ

ก็เป็นที่ฮือฮา เรยกลูกค้าเข้าร้านนั้นได้อยู่พักหนึ่ง

 

ส่วนการเดินทางของเดี๊ยนคราวนี้ ไม่ได้ไปเยือนเมืองซานุกิหรอกค่ะ แต่ก็ไปกินอุดงในคางาวะมา เพราะไม่ว่าจะเข้าร้านไหน อุดงในคางาวะก็ผ่านการรับประกันมาแล้วทุกร้านว่าอร่อยเลิศ โดยไม่ต้องมีร้านแนะนำก็ยังได้

ทีนี้ มันจะมีร้านอุดงอยู่ 2 แบบค่ะ ซึ่งคนไทยที่อยู่ในเมืองก็น่าจะคุ้นเคยดีทั้งสองแบบ

แบบแรกคือแบบร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป สั่งอะไรก็เสิร์ฟให้แบบนั้น เหมือนเข้าไปกินตามร้านโซบะ ราเมน ฯลฯ ไม่ต้องคิดมาก

และแบบที่สอง เขาเรียกว่า セルフうどん (Self Udon) หรือแบบบริการตัวเองนั่นแหละค่ะ ใครเคยกินร้านอุดงแฟรนชายส์ที่ชื่อ Marugame Seimen น่าจะเข้าใจ กล่าวคือ เราจะสั่งรูปแบบอุดงก่อน แล้วหลังจากนั้นก็หยิบท็อปปิงหรือเครื่องเคียงต่างๆ ใส่จานเอง คิดเงิน แล้วก็เติมเครื่องปรุงอีกเล็กน้อย ถือถาดไปนั่งกินที่โต๊ะเอง

เส้นอุดงของเมืองคางาวะ เหนียว นุ่ม อร่อยมากๆ ค่ะ ขนาดเป็นแบบกึ่งสำเร็จรูปที่ขายในร้านของที่ระลึกทั่วไป เอามาต้มกินเองที่บ้านก็ยังอร่อยเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนอุดงที่หาซื้อตามซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไปจริงๆ นะ ใครที่นึกไม่ออกว่าจะซื้อของฝากอะไรจากที่นี่ เดี๊ยนแนะนำเส้นอุด้งค่ะ เพียงแต่ก็ต้องรีมาร์คไว้นิดหนึ่งว่า... มันค่อนข้างหนัก ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำหนักกระเป๋า หรือการขนย้ายก็เป็นไอเท็มที่แนะนำจริงๆ เลย หูยยยย พิมพ์เองก็อยากกลับไปกินเอง

อีกอย่างที่ไม่เหมือนภูมิภาคอื่นก็คือน้ำซุปอุดงค่ะ แน่นอนว่าแต่ละร้านก็มีรสมือไม่เหมือนกัน เพียงแต่ ถ้าโดยสัมผัสรวมๆ น้ำซุปอุดงของภูมิภาคนี้มีความสดชื่นที่แตกต่างจากที่เดี๊ยนเคยกินมาอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเป็นเพราะส่วนผสมอะไร แต่เพื่อนคนญี่ปุ่นเดี๊ยนสันนิษฐานว่า เพราะไอ้เครื่องปรุงรสที่ใส่ตบท้ายหลังจากเราคิดเงินในร้านแบบบริการตัวเองรึเปล่า มันจะเป็นเหมือนขิง หรือพริก หรืออะไรซักอย่าง (ขอโทษจริงๆ ค่ะ จำไม่ได้อ่า) แต่ที่แน่ๆ Marugame Seimen ในเมืองไทย ไม่มีไอ้นี่อย่างแน่นอน

อนึ่ง Marugame Seimen ที่เป็นร้านอุดง ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเมืองมารุกาเมะในจังหวัดคางาวะนะคะ กำเนิดร้านอยู่ที่จังหวัดเฮียวโงะด้วยซ้ำ แต่ขอยืมชื่อเมืองมารุกาเมะซึ่งเป็นเมืองในจังหวัดคางาวะไปใช้ตั้งชื่อกิจการ เพราะคุณพ่อของประธานบริษัทเป็นคนจังหวัดคางาวะ เกิดที่เมืองซากาอิเดะซึ่งอยู่ติดกับเมืองมารุกาเมะที่มีปราสาทมารุกาเมะที่โด่งดัง มีความผูกพันกับอุดงและอยากเผยแพร่ซานุกิอุดง ก็เลยตั้งชื่อร้านแบบนี้ขึ้นมา โดยในตอนแรกมีคอนเซ็ปต์ของร้านว่า ขายซานุกิอุดงทำมือแบบบริการตัวเองในราคาย่อมเยาว์ แต่ปัจจุบันที่เห็นมีแฟรนไชส์มากมาย เดี๊ยนก็ไม่รู้เหมือนกันว่ายังคงคอนเซ็ปต์เดิมอยู่ไหมนะคะ 

 

ว่าแล้ว ก็ขออวดอุดงที่เดี๊ยนไปกินในคางาวะมาเสียหน่อย

ที่แรกที่กินคือบนเรือเฟอร์รี่จากทาคามัตสึไปเกาะโชโดชิมะค่ะ (น่าจะเป็นเฟอร์รี่สายเดียวรึเปล่านะ ที่มีบริการขายอาหารบนเรือ ส่วนเรือไปเกาะนาโอชิมะไม่มีอาหารขายนะคะ)

รูปร่างหน้าตาไม่ค่อยหวือหวาค่ะ แต่อร่อย

 

จำราคาไม่ได้ แต่จำได้ว่าไม่แพง

เมนูนี้ชื่อว่า とろろうどん (Tororo Udon)

โทโรโระ นะคะ ไม่ใช่โตโตโร่ 555

ไอ้เจ้าโทโรโระเนี่ย คืออันกลมๆ ที่เห็นในชามค่ะ อันนี้เป็นแบบอบแห้งมา ถ้าไปกินตามร้านจริงๆ ไอ้เจ้าแผ่นกลมๆ นี้ก็คือเมือกขาวๆ เหมือนหัวไชเท้าบด แต่จริงๆ ไม่ใช่หัวไชเท้าค่ะ แต่คือหัวของพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า Yamanoimo หรือ Nakaimo

เพราะอยู่บนเรือ ทางร้านเลยใช้แบบอบแห้งมาแทน พอโดนน้ำซุปมันก็จะนิ่มลง แล้วก็ละลายกลายเป็นเมือกค่ะ

อุดงบนเรือมีอยู่ 2 เมนูค่ะ จำอีกเมนูนึงไม่ได้ คิดว่าน่าจะเป็นแบบธรรมดาค่ะ

 

นอกจากนี้ก็ไปนั่งกินในร้านมา เข้าไปแบบมั่วๆ เลย ก็ไม่หวือหวาอะไรเหมือนกัน แต่ก็อร่อยดีค่ะ

月見うどん (Tsukimi Udon)

"สึคิมิ" ที่แปลว่า "ชมจันทร์" ค่ะ พระจันทร์ก็คือไข่ดิบนั่นแหละ จำง่ายๆ

แต่อุดงเนี่ย... อร่อยก็จริง แต่ย่อยเร็วมากเลย ตอนแรกเดี๊ยนก็ไม่เข้าใจว่าทำไมร้านแบบบริการตัวเองถึงได้มีสารพัดท็ปปิงขนาดนั้น ทั้งเทมปุระ ข้าวปั้น ฯลฯ แต่พอกินแต่อุดงอย่างเดียว รู้เลยค่ะ... ไม่อิ่มอย่างแรง เดี๊ยนยิ่งเป็นคนกินเยอะอยู่ด้วย (ไปสเปนกินมื้อละ 2 พอร์ชั่นอ่า กลับมาก็งง ว่าทำไมตังหายไปไหนหมด) ดังนั้น ใครที่เป็นสายแหลกโหด กรุณาคว้าท็อปปิงมากินแกล้มนะคะ ต่อให้เติม 2 ชาม ลุกขึ้นไปจ่ายตังเท่านั้นแหละ หิวอีกแล้ว ฮืออออ (นี่ขนาดกินแบบไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ชายที่นั่งข้างๆ แล้วนะ)

 

อีกหนึ่งของดีประจำจังหวัดคางาวะคือ... 骨付鳥 (Honetsukidori) หรือไก่ติดกระดูกค่ะ

เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ถ้าอยากกินล่ะก็ เห็นคันจิตัวข้างบนร้านไหน ก็เข้าไปกินได้เลยค่ะ แต่ละร้านมีรสชาติและวิธีการปรุงไม่เหมือนกัน แต่ใครชอบกินไก่ก็น่าจะเปรมอยู่

ร้านแรกที่เดี๊ยนไปกิน อยู่ในไกด์บุคค่ะ ชื่อร้าน 一鶴 (Ikkaku) น่าจะเป็นร้านดังอยู่ค่ะ เพราะคนมากินเยอะมาก เหมือนจะเป็นร้านเฉพาะเลย มีแผ่นปูโต๊ะแนะนำวิธีกินให้ด้วย

ตอนแรกเห็นเมนูแล้ว ด้วยความที่เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ มาคนเดียว ก็กลัวว่าจะกินไม่หมด เลยถามพนักงานว่ามีเมนูสำหรับคนเดียวมั้ย พนักงานบอกว่า สั่งมาก็กินของใครของมันอยู่แล้ว ลุยโลด

แล้วเดี๊ยนก็สั่งแบบจัดเต็ม (ไม่ได้เกรงใจคำถามต่อพนักงานแต่อย่างใด)

ไก่จะมีให้เลือกระหว่าง おやどり (Oyadori) คือไก่แก่ กับ ひなどり (Hinadori) คือไก่เด็ก

ก็เลือกตามความชอบและความแข็งแรงของฟันนะคะ ว่าอยากกินแบบเนื้อเหนียวเคี้ยวเพลิน หรืออยากกินแบบเนื้อนุ่มละมุน (แนะนำว่ามือใหม่สั่งฮินะโดริดีกว่าค่ะ)

ไก่ติดกระดูกร้านนี้จะเป็นไก่ย่างนะคะ น่าจะย่างเตาถ่าน มีความเกรียมแบบนั้นอยู่

เราสั่งไก่เสร็จ ก็สั่งเครื่องเคียงค่ะ มีให้เลือกหลายอย่าง ข้าวปั้นก็มี สั่งแต่กะหล่ำปลีกับซุปก็ได้ แต่เดี๊ยนอดใจไม่ไหว สั่งข้าวอบไก่มาด้วย

พอมาเสิร์ฟปุ๊บ ทั้งที่อ่านวิธีกินบนโต๊ะไปแล้วรอบนึง แต่ก็ไม่มั่นใจ มองไปรอบๆ ว่าโต๊ะอื่นเขากินกันยังไง

วิธีกินบอกว่า ให้ใช้มือนี่แหละค่ะ เอาทิชชู่พันที่ปลาย แล้วยกขึ้นกัดได้ตามสบาย แต่ด้วยความเป็นกุลสตรี (แม้กินล้างกินผลาญ) มันชิ้นใหญ่ง่ะ ขอใช้ตะเกียบเซาะเนื้อไปก่อน แล้วไอ้ที่ติดกระดูกค่อยหยิบขึ้นมาแทะ

สำหรับร้าน Ikkaku เตือนไว้ก่อนเลยค่ะว่า ไก่เค็มมมมมม!!! สั่งซุปมาแกล้มโลด ไม่งั้นอาจกินไม่หมดเพราะความเค็มของมัน

แต่ความอร่อยอยู่ที่น้ำจิ้มก้นจานค่ะ วิธีกินก็คือ เอาใบกะหล่ำปลีเช็ดแล้วกิน 

น้ำจิ้มก้นจานที่ว่า ก็คือน้ำมันจากไก่ (มั้งคะ) ผสมกับความเค็มของไก่ 555

ไปลองกันเองนะคะ

ร้านนี้ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับสถานี Kawaramachi แล้วเดินไปยัง Marugame Green Shopping Mall มันอยู่ในซอยที่ทะลุมอลล์ไปน่ะค่ะ ถ้ากลัวงงล่ะก็ เข้าไปดูแผนที่และรายละเอียดร้านได้ในเว็บไซต์ของร้านได้เลยค่ะ

ราคาต่อหัว (ถ้าไม่ดื่มแอลกอฮอล์) ก็ตกอยู่ราวๆ พันกว่าเยนค่ะ

 

มีอีกร้าน อีกสไตล์ที่เดี๊ยนไปกินมา

เป็นร้านชื่อว่า まるよ (Maruyo) อยู่ใกล้ๆ กับสถานี JR Takamatsu เลยค่ะ

ร้านนี้จะเป็นอิซากายะสไตล์บ้านๆ หน่อย ตอนเข้าไปมีลูกค้าเป็นพนักงานบริษัทนั่งก๊งเหล้ากันอยู่ 2 คน อารมณ์กึ่งๆ กิจการครอบครัวค่ะ

ส่วนไก่ติดกระดูกของร้านนี้...

ดูเหมือนเป็นไก่ทอดมากกว่า แต่คิดว่าไม่ได้ทอดค่ะ เพราะไม่มีน้ำมัน อารมณ์ประมาณย่างด้วยเตาอบ? หนังก็เลยกรุบกรอบมากๆ และไม่มีน้ำจิ้มแบบอีกร้านหนึ่ง

วิธีสั่งก็เหมือนกันค่ะ มีให้เลือกไก่เด็กหรือไก่แก่

รสชาติไก่ร้านนี้ไม่เค็มเท่าอีกร้านนะคะ รู้สึกว่าความเค็มกำลังพอดี (อาจเป็นเพราะเดี๊ยนไม่ดื่มเบียร์ด้วยล่ะมั้ง เลยไม่มีรสของเบียร์มาบิดเบือนความเค็มด้วย)

ก็อร่อยคนละแบบ และคนละบรรยากาศค่ะ

 

มาถึงอีกเมนูของจังหวัดคางาวะบ้างดีกว่า

ที่เกาะโชโดชิมะในจังหวัดคางาวะ เป็นเกาะที่มีชื่อเสียงในแง่ของ "แหล่งมะกอก" ค่ะ

น่าเสียดายที่คราวนี้เดี๊ยนได้ไปเกาะโชโดชิมะก็จริง แต่ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเกี่ยวกับมะกอกเลย กระนั้น ก็ไม่อยากพลาดเมนูเด็ดของที่นี่ค่ะ

ที่เกาะโชโดชิมะ เขาเลี้ยงสัตว์อยู่ 2 อย่างด้วยใบมะกอกนะคะ อย่างแรกคือวัว และอย่างที่สองคือปลาฮามาจิ

ดังนั้นของดีของคางาวะก็หนีไม่พ้น โอลีฟกิว - เนื้อวัวที่เลี้ยงด้วยใบมะกอก และโอลีฟฮามาจิ - ปลาฮามาจิที่เลี้ยงด้วยใบมะกอก

ขอตัดเนื้อวัวทิ้ง เพราะเดี๊ยนแพ้ กินไม่ได้ (กระซิกๆ) ก็เลยต้องตามหาเมนูโอลีฟฮามาจิแทนค่ะ

อีกตามเคย... อยากได้ข้อมูลอะไรก็ไปหลังไมค์ถามที่เพจคางาวะ

ทางเพจก็เลยให้พิกัดร้านแนะนำมาอีกร้านค่ะ

ขอบอกเลยว่า มื้อนี้อลังการ วะฮะฮะฮ่าาาา

 

 

ร้านนี้มีชื่อว่า "神童ろ (Warajiro)" อยู่ใกล้กับสถานี JR Takamatsu และย่านเดียวกับ Maruyo ที่เพิ่งแนะนำไปเมื่อกี้เลยค่ะ (ห่างกับบล็อคเดียวเองมั้ง) 

เป็นร้านสไตล์อิซากายะ มีคุณป้าใจดีคอยให้การต้นรับและบริการ ประทับใจมากๆๆๆๆๆ เลิฟสุดอะไรสุด ถ้ามีโอกาสจะแวะไปอุดหนุนอีกอย่างแน่นอน ปลื้มมมมม

แล้วสาวน้อยตัวเล็กๆ อย่างเดี๊ยนก็ไปนั่งกินคนเดียวอีกแล้ว 5555

สำหรับเมนูที่สั่งมานั้น... 

 

ของดีประจำจังหวัดคางาวะล้วนๆ ค่ะ

มาที่อย่างแรก พระเอกของค่ำคืนนี้

ซาชิมิโอลีฟฮามาจิค่ะ

อันที่จริงเพื่อนก็แนะนำอยู่ว่าไปเดินซูเปอร์ซื้อมาเถอะ ถูกกว่านั่งกินร้านอีกนะ ไม่ว่าซูเปอร์ไหนทั่วแคว้นแดนคางาวะก็มีโอลีฟฮามาจิขายทั้งนั้น

แต่... เก๊าเป็นนักท่องเที่ยวง่า ห้องครัวก็ไม่มี มีดหั่นปลาก็ไม่มี แถมต้องกินอะไรยังไงก็จินตนาการไม่ออก

อุตส่าห์พักเกสต์เฮาส์เพื่อประหยัดค่าเดินทางทั้งที ขอกินดีๆ หลายๆ มื้อเถอะ

โฮกกกกค่า มีทั้งเนื้อขาว เนื้อแดง รวมๆ กันราวๆ 10 ชิ้นได้มั้ง อยู่ในจาน

ถามว่าอร่อยมั้ย อร่อยมากกกก แต่ด้วยความที่ไม่ใช่แฟนพันธุ์แท้ของการกินปลาฮามาจิ ก็เลยไม่เซนซิทีฟพอจะแยกความอร่อยของฮามาจิทั่วไปกับโอลีฟฮามาจิได้ค่ะ

เอาเป็นว่า ตามคำโฆษณา เขาบอกว่าปลาที่เลี้ยงด้วยโอลีฟเนี่ย มันจะมีกลิ่นหอมของโอลีฟออกมาจากเนื้อปลาเวลาได้ลิ้มรส

ครั้งแรกคงตื่นเต้นไป เลยไม่ได้สังเกต เดี๋ยวต้องไปพินิจพิเคราะห์รสชาติใหม่อีกรอบครั้งหน้า 5555

อันนี้เป็นแนวกับแกล้มรึเปล่านะ มันคือ โชยุมาเมะ ค่ะ

ที่เกาะโชโดชิมะยังมีของลือชื่ออีกอย่างนั่นคือโชยุ

และนี่คือถั่วเหลืองหมักกับโชยุค่ะ อร่อย หวานๆ เค็มๆ เพลินดีค่ะ

แล้วก็จบที่โซเมน ของดีของเกาะโชโดชิมะอีกจาน

โซเมนของเกาะโชโดชิมะถือเป็นหนึ่งในสามของโชเมนยอดเยี่ยมที่สุดในญี่ปุ่นเลยนะคะ ใครมาก็ห้ามพลาดเด็ดขาด

โซเมนที่นี่ค่อนข้างนิ่มมากค่ะ เวลาลวกมาร้อนๆ ถ้าใครใจร้อนกินเลยเส้นจะเละนะคะ ต้องรอนิดนึง ให้เส้นแข็งตัวหน่อย รสละมุนลิ้น และแตกต่างจากโซเมนของท้องถิ่นอื่นจริงๆ ส่วนแตกต่างยังไงก็บอกไม่ถูกเหมือนกันค่ะ รู้แต่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ เดี๊ยนไม่เคยกินโซเมนแล้วได้รสสัมผัสแบบนี้มาก่อน

จริงๆ ที่ร้านนี้ก็มีไก่ติดกระดูกเหมือนกันนะคะ แต่ไม่ได้สั่ง คุณเกาหลี 2 คนที่นั่งติดกันเขาสั่งมาแชร์กัน โห... อลังการใช้ได้อ่ะ

อัพเองก็หิวเอง

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอแนะนำอีก 2 เมนูที่ไปกินมาในคางาวะแล้วกันค่ะ ถือเป็นของแถม

 

ที่เกาะเทชิมะ มีร้านอาหารชื่อดังที่ตัวร้านก็ยังถือเป็นงานศิลปะด้วยค่ะ ร้านนั้นคือ Shima Kitchen

จุดเด่นของร้านนี้คือ สถาปัตยกรรมที่ดูแปลกตาด้วยวัสดุและรูปแบบที่ดูเป็นญี่ปุ่นสไตล์ชาวบ้านๆ นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารที่ปรุงจากวัตถุดิบท้องถิ่นในเกาะเทชิมะด้วย

ไฮไลต์ของร้านนี้คงเป็นการตกแต่งภายในร้านค่ะ แต่ตอนที่ไปน่าเสียดายมาก คิวยาว จริงๆ แล้วควรจะโทรไปจองก่อนนะคะ ตอนที่เดี๊ยนไปถึงเป็นตอนเที่ยง หิวมากกกก แต่คิวได้อีกทีตอนบ่ายสองโมง เลยต้องบ๊ายบายค่ะ ไม่ได้เข้าไปนั่งกินข้างใน แต่อย่างน้อยก็ได้กินด้านนอก ซึ่งอาหารก็สั่งจากอีกร้านที่อยู่ด้านนอกค่ะ

นั่งกินด้านนอกก็ได้ ชริ

นี่คือร้านที่ซื้อข้าวมากินค่ะ อยู่ติดกับ Shima Kitchen เลยมีอาหาร ของว่าง และเครื่องดื่ม ไม่มีที่นั่งนะคะ ต้องซื้อออกมานั่งกินใต้ชายคาด้านนอกของ Shima Kitchen

ถือว่าใครมาแล้วพลาดนั่งข้างในก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะด้านนอกก็บรรยากาศดีเหมือนกันค่ะ

นี่คือข้าวแกงกะหรี่ที่สั่งจากร้านนั้นค่ะ น่าจะเป็นแกงกะหรี่ไก่ คนแพ้เนื้อวัวอย่างเดี๊ยนกินแล้วไม่เป็นไร แสดงว่าไม่มีเนื้อวัวแน่ๆ

เครื่องดื่มเป็นโอลีฟไซเดอร์ค่ะ ชื่นใจมากๆ

มาเป็นถาด จานช้อนอย่างดี ดังนั้น กินเสร็จต้องนำไปวางคืนในจุดที่คืนภาชนะด้วยนะคะ

 

ส่วนอีกเมนูหนึ่ง มาจากเกาะนาโอชิมะค่ะ โซนแถวๆ ฮมมุระนั่นแหละค่ะ โซนนั้นร้านอาหารเล็กๆ เรียงรายอยู่ในตรอกเยอะมาก

แต่วันนั้นที่ไปปิดเงียบหลายร้านเลย แต่ก็มีที่เปิดและอร่อยมากด้วย ชื่อร้านว่า Naoshima Burger ค่ะ

ร้านดูฮิปๆ แบบนี้เลย ให้ฟีลร้านเบอร์เกอร์ริมหาดอย่างบอกไม่ถูก (ทั้งที่อยู่ในตรอกนะ)

มีที่นั่งอย่างดีค่ะ เป็นแบบบริการตัวเอง

ส่วนอาหารที่ไปกินนั้น...

มันคือโอลีฟฮามาจิเบอร์เกอร์ค่ะ

เป็นเบอร์เกอร์ปลา ใช้โอลีฟฮามาจิทำ

โอ้โห... อร่อยมากกกกกกกกก

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ทำเบอร์เกอร์ออกมาได้อร่อยจริงๆ อ่ะ รสชาติมันคลีนๆ กรอบๆ กัดคำไหนก็คุณภาพไปหมดอ่ะ

เห็นร้านเล็กๆ แบบนี้ แต่ประทับใจมากเลยค่ะ ถ้ามานาโอชิมะ จะมาอุดหนุนอีกแน่นอน เยิฟฟฟฟฟฟฟฟ <3

 

หมดแล้ว... อาหารจานเด็ดที่ไปกินมาที่คางาวะ จริงๆ มีร้านน่าสนใจอีกหลายร้านเลยนะคะ แต่เวลาจำกัด คราวหน้าจะไปอีกแน่ๆ ค่ะ จะเช็คร้านอาหารเตรียมไว้อย่างดีเลย โฮกกกกกก

 

Comment

Comment:

Tweet