สวัสดีค่ะ มิตรรักแฟนบล็อก

ทริปเก่ายังเล่าไม่จบ ขอข้ามมาอัพทริปใหม่ก่อนแล้วกันนะคะ

ตามมีตามเกิด 555

คราวนี้เดี๊ยนลุยเดี่ยวที่คางาวะมาค่ะ

ช่วงที่ไปคือปลายตุลา-ต้นพฤศจิกา อากาศกำลังเย็นสบาย หนาวกายหนาวใจบ้างแล้วแต่ฟ้าดินจะเมตตา 555

 

หน้าสถานี JR Takamatsu

นี่เป็นครั้งแรกค่ะ ที่ไปเยือนคางาวะ

เคยอัพบล็อกเกี่ยวกับจังหวัดนี้ไปแล้วครั้งหนึ่งตอนที่ทำงานโปรโมทเทศกาลศิลปะ Setouchi Triennale 2016 ตอนนั้นอยากไปมาก และก็ตะเกียกตะกายไปจนได้

ย้อนกลับไปอ่านได้ค่ะ เพราะมีข้อมูลเกี่ยวกับงานเทศกาลศิลปะซึ่งเป็นจุดขายการท่องเที่ยวของจังหวัดนี้ค่ะ

ตามลิงค์ไปโลด (ยังแก้ไขข้อมูลไม่เสร็จค่ะ ขอเวลานิดนึง laughing)

ขอรวบรวมสิ่งที่ประมวลได้มาเตือนสติตัวเองอีกรอบ เพราะชอบจังหวัดนี้มาก คิดว่าจะไปเที่ยวอีกอย่างแน่นอน

  1. คนที่เพิ่งเคยไปครั้งแรก และชอบเที่ยวสไตล์ชมงานศิลปะชิลๆ เข้าพิพิธภัณฑ์แบบเข้มข้นอย่างเดี๊ยน ไม่ควรหน้ามืดไปเพียงเพราะคำว่า "เทศกาล" อันที่จริงเดี๊ยนเคยมีบทเรียนจาก Die Lange Nacht Der Museen München มาแล้ว จึงคิดว่าไปช่วงเวลาปกติดีกว่า
  2. เทศกาลนี้จะมีพาสปอร์ตขายค่ะ ทั้งพาสปอร์ตเพื่อเข้าชมผลงานได้ไม่อั้น (เว้นบางพิพิธภัณฑ์และบางผลงานต้องเสียค่าเข้าชมเพิ่ม) ราคา 5,000 เยน และพาสนั่งเรือซึ่งใช้ได้ 3 วัน ราคา 2,500 เยน หากเวลาเที่ยวไม่เต็มที่ ยกตัวอย่างเช่นครั้งนี้ เดี๊ยนอยู่ได้แค่ 4 วันครึ่งเท่านั้น (จากที่ตั้งใจว่าจะไป 7 วัน... ดันจองที่พักไม่ได้ค่ะ เต็มหมดเลย) ไม่ควรซื้อบัตรเหล่านี้มาให้ลุ้นระทึกและเดินชมผลงานอย่างไม่เป็นสุข ยอมจ่ายเงินเต็มๆ ไปเถอะค่ะ เพราะการซื้อพาสปอร์ตอาจทำให้จ่ายเงินแพงกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้
    ยกตัวอย่าง หากซื้อพาสปอร์ต ต้องกระหืดกระหอบเข้าพิพิธภัณฑ์ใหญ่ที่ลดไป 1,000 เยนอย่างต่ำ 5 แห่งขึ้นไปถึงจะคุ้ม ส่วนผลงานที่ไม่ได้อยู่ในพิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่ค่าเข้าชม 300-510 เยนเท่านั้น ซึ่งพิพิธภัณฑ์และผลงานแต่ละชิ้นก็ห่างไกลกันค่อนข้างมาก ถ้าเวลาไม่พอ จะดูได้แค่ไม่กี่ชิ้น และชิ้นอื่นๆ ที่อยู่แวดล้อมผลงานเหล่านั้น หลายชิ้นเข้าชมฟรีด้วยค่ะ

    โฉมหน้าพาสปอร์ต ข้างในจะมีหมายเลขผลงานให้เราปั๊มคล้ายสะสมแต้มเวลาไปถึงค่ะ ใครไปนานๆ อาจจะฟินเพราะได้ปั๊มเยอะ
  3. เลี่ยงเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของญี่ปุ่น เพราะคนท้องถิ่นเขาก็ไปเที่ยวกัน
  4. เกาะนาโอชิมะหยุดวันจันทร์ และเกาะเทชิมะหยุดวันอังคาร
  5. ถ้าไม่ได้พักบนเกาะ และงบไม่พอนั่งสปีดโบ๊ท ไปแต่เช้านะคะ เฟอร์รี่รอบแรกได้ยิ่งดีค่ะ เผื่อต้องต่อเรือ (สปีดโบ๊ทราคาแพงและใช้พาสนั่งเรือไม่ได้ด้วยค่ะ จ่ายเต็มจำนวน ข้อดีคือเร็ว ถือว่าซื้อเวลา)
  6. เกาะโชโดชิมะ ค้างได้ค้างเลยค่ะ ซักคืนก็ยังดี เกาะมันใหญ่ เที่ยวเช้าไปเย็นกลับแทบไม่ได้ดูอะไร แค่นั่งเรือข้ามไปก็ขาละชั่วโมงแล้ว (เดี๊ยนค้างไม่ได้ เพราะโรงแรมเต็ม)

 

ถ้าอย่างนั้น... เทศกาลเหมาะกับนักท่องเที่ยวแบบไหน?

  1. คนที่อยู่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว รู้สึกว่าอุตส่าห์มีเทศกาลทั้งที ไปดูบรรยากาศเสียหน่อย
  2. คนที่ไปได้หลายๆ วัน (หนึ่งสัปดาห์ไรงี้)
  3. คนที่เคยไปชมผลงานศิลปะที่คางาวะมาแล้ว และอยากไปเห็นผลงานที่นำมาจัดแสดงชั่วคราวเฉพาะในงาน (เพราะผลงานหลายชิ้นติดตั้งถาวรอยู่แล้วค่ะ ไปเมื่อไหร่ก็เห็นได้) รวมถึง Performance Art ซึ่งเวลาปกติไม่มี
  4. คนที่มีเป้าหมายแน่นอนว่าจะไปดูผลงานอะไร ของใคร
  5. คนที่จัดตารางเวลาไปไม่ตรงกับศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ของญี่ปุ่น
  6. คนที่ชอบสัญจรด้วยการปั่นจักรยาน โดยเฉพาะสามารถปั่นขึ้นเขาได้โดยไม่ยี่หระ ฟินแน่ๆ ค่ะ เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องเดินไกลหรือเวลารถบัสเลย

อ้อ แต่ข้อดีของเทศกาลมีแน่ๆ อย่างนึงคือ มีป้ายบอกทางไปยังผลงานชิ้นต่างๆ ทำให้เที่ยวได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ รอบเรือและรอบรถบัสก็มากขึ้น (แต่จะเพียงพอกับความต้องการโดยสารหรือไม่ ไม่รับรองนะคะ เพราะเคยรอ 2 ชั่วโมงโดยที่มีรถมา แต่รถเต็ม เลยขึ้นไม่ได้มาแล้ว)

*** ที่สำคัญ เทศกาลจะมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่พูดภาษาอังกฤษได้และเฟรนด์ลี่มากๆ มาคอยให้ความสะดวกและตอบคำถามแบบพร้อมให้ความช่วยเหลือ อบอุ่นมากเลยค่ะ

แอบเล่านิดนึง อย่างตอนที่เดี๊ยนตกเรือเพราะมัวแต่หาที่แลกพาสปอร์ตของงานและพาสเรือ เจ้าหน้าที่ของเทศกลาที่ท่าเรือก็ช่วยวางแผนการเที่ยวให้ใหม่และให้ข้อมูลละเอียดมาก พร้อมกับเช็คเวลาของจุดเที่ยวต่างๆ ให้โดยไม่ต้องขอ เรียกได้ว่า ตกเรือแต่ก็ได้ทริปใหม่ปลอบใจกันไป ไม่ปล่อยให้เราเคว้งคว้างและเสียเวลาไปเปล่าๆ ปลี้ๆ นี่คือ Omotenashi (การต้อนรับขับสู้) ของคนที่นี่จริงๆ ค่ะ ประทับใจมากๆ เลย

อาจเป็นเพราะเจ้าหน้าที่ที่จังหวัดนี้เจอกับนักท่องเที่ยวฝรั่งบ่อยๆ ก็เลยมีความกล้าในการสื่อสารภาษาอังกฤษค่ะ ใครพูดญี่ปุ่นไม่ได้ มาเที่ยวก็อุ่นใจได้เลย

เหตุผลสนับสนุนการเตือนตัวเองด้านบนก็คือ...

อย่างแรกเลย เพราะคำว่า "เทศกาล" ทำให้คนเยอะค่ะ

และคนเยอะก็เป็นที่มาของการเสียโอกาสหลายอย่าง อาทิ ถ่ายรูปมีแต่คน จะเข้าพิพิธภัณฑ์ก็ต้องรอนานมาก เพราะพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆ ก็มีแต่คนอยากเข้าใช่ไหมคะ แถมคนอยากใช้พาสปอร์ตให้คุ้มอยู่แล้ว ก็ต้องเข้าที่ค่าเข้าแพงๆ ดังๆ ก่อน

หนำซ้ำเพราะคนเยอะนี่แหละ สมาธิในการชมผลงานศิลปะหดหาย ไอ้ชิ้นที่เขาขอให้เงียบ ก็ได้ยินเสียงคนซุบซิบพูดคุยตลอดเวลา ชิ้นที่คนจะควรเข้าไปดูได้ทีละน้อยๆ กลายเป็นว่าคนจากรอบก่อนหน้านั้นนั่งแช่เป็นชั่วโมงจนกลายเป็นมลภาวะทางสายตาของคนรอบหลังที่เพิ่งเข้ามา

วิธีการรับมือกับคนเยอะ (ในระดับหนึ่ง) ของแต่ละพิพิธภัณฑ์ก็คือ แจกบัตรที่เรียกว่า 整理券 (เซริเคน) เป็นบัตรจัดลำดับการซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์อีกทีค่ะ โดยการออกเซริเคนเป็นรอบๆ เวลา ผู้เข้าชมต้องมารับบัตรนี้ไปก่อน แล้วย้อนกลับมาที่พิพิธภัณฑ์อีกทีตามเวลาที่ได้ไป ซึ่งถ้าได้รอบเวลาใกล้ๆ ก็อยู่รอได้ ถ้าได้เวลาอีกนานหลายชั่วโมงก็อาจไปเที่ยวที่อื่นก่อน แต่ถ้าต้องรอภายในชั่วโมงสองชั่วโมงนี่สิ... งานเข้าแระ เพราะไม่รู้ว่าถ้าไปที่อื่นก่อนจะกลับมาทันรึเปล่า เพราะผลงานมันไม่ได้กระจุกตัวรวมกันแบบเดินแป๊บเดียวถึง แถมรถก็ไม่ได้ในเวลาที่เราอยากขึ้น เว้นแต่ถ้าถนัดขี่จักรยานก็ช่วยทุ่นได้มากค่ะ 

เรื่องบัสนี่ก็เหมือนกันค่ะ

แม้ทางผู้จัดเทศกาลจะเพิ่มรถบัสไว้รองรับ แต่ก็ไม่พอค่ะ โดยเฉพาะบนเกาะนาโอชิมะและเทชิมะที่รถบัสเหมือนรถตู้ขนาดใหญ่ จุคนได้แค่เท่าจำนวนที่นั่ง ไม่มีการยืน ดังนั้น ต่อให้มาทันเวลารถบัสหรือรอรถเป็นชั่วโมงแล้ว แต่ถ้ารถมาแล้วเต็มหรือคนลงน้อยกว่าคนขึ้น ก็ต้องรอคันต่อไปอยู่ดี ซึ่งส่วนใหญ่รถจะออก 30 นาที - 1 ชั่วโมงต่อคันค่ะ... รอจนขากลายเป็นหิน เถลไถลที่อื่นรอก่อนก็ไม่ได้ เพราะต้องเข้าแถวค่ะ 5555

แน่นอนว่าเวลาปกติ รถอาจจะน้อยกว่าตอนเทศกาล แต่คนก็น้อยกว่าเยอะด้วยเช่นกันค่ะ น่าจะรักษาเวลาเที่ยวได้ดีกว่าทั้งเรื่องการต่อคิวเข้าชมพิพิธภัณฑ์และการนั่งรถบัส

ส่วนเรื่องพาสปอร์ต อย่างที่บอกไป ถ้ามีเวลาเที่ยวแค่ไม่กี่วัน (เดี๊ยนให้น้อยกว่า 5 วันแล้วกัน) ไม่ต้องซื้อค่ะ จ่ายค่าเข้าชมเต็มเถิด ประหยัดกว่าเยอะ เพราะบางทีอาจกลายเป็นว่าได้เข้าพิพิธภัณฑ์แบบเสียตังแค่ไม่กี่แห่ง นอกนั้นเก็บผลงานดูฟรีในละแวกใกล้เคียง

แต่ถ้าใครไปยาวๆ ซื้อเลยค่ะ (แต่ต้องรองานจัดอีกที 3 ปีข้างหน้านะ อิอิ) และถ้าซื้อล่วงหน้าตั้งแต่เนิ่นๆ (น่าจะก่อนกลางเดือนมีนาคม พาสปอร์ตก็จะถูกลงไปอีก 1,000 เยน นั่นหมายความว่าคุณต้องวางแผนไปแน่ๆ กันแบบข้ามปี)

 

เอาล่ะ... มาถึงการเที่ยวของเดี๊ยนบ้าง

ก่อนอื่นมารู้จักจังหวัดคางาวะกันก่อน 

คางาวะเป็นจังหวัดที่เล็กที่สุดในญี่ปุ่น อยู่บนเกาะชิโคคุ (四国 / Shikoku - แปลว่า 4 ประเทศ น่าจะหมายถึง 4 จังหวัด ได้แก่ เอฮิมเะ คางาวะ โทคุชิมะ และโคจิ)

เดิมทีเกาะนี้มีภาพลักษณ์เป็นเกาะแสวงบุญ (お遍路 / Henro) เพราะมีวัดตั้งอยู่ในเกาะถึง 88 วัด คนญี่ปุ่นมักไปไหว้พระ 88 วัดรอบเกาะ แล้วค่อยไปไหว้พระต่อที่ภูเขาโคยะซังในจังหวัดวากายามะ (ซึ่งสามารถนั่งเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือโทคุชิมะ ไปยังท่าเรือวากายามะได้) แต่คนไทยเวลาเที่ยวน้อย ไหว้ 88 วัดคงไม่ไหว และไหว้แค่วัดสองวัดก็คงเอียนวัดแล้ว 555 เที่ยวที่อื่นดีกว่า

อนึ่ง คราวนี้เดี๊ยนไปโคยะซังในวากายามะมาด้วย แต่ยังไม่มีอารมณ์อัพค่ะ จริงๆ แล้วคนไทยไปเที่ยวกันเยอะนะ รีวิวไม่น่าหายากค่ะ 555

เนื่องจากคราวนี้เดี๊ยนไปเที่ยวคันไซก่อน จึงใช้ JR Kansai WIDE Area Pass ซึ่งสามารถนั่งรถไฟไปถึงเมืองทาคามัตสึ Takamatsu (เป็นเหมือนเมืองหลักของจังหวัดคางาวะ) ได้เลยค่ะ

พาสราคา 8,500 เยน (ซื้อจากต่างประเทศหรือจองออนไลน์ไปนะคะ ถ้าซื้อที่ญี่ปุ่นจะแพงขึ้นอีก 500 เยน) คิดว่าคุ้มแล้ว เพราะจากวากายามะไปทาคามัตสึนั้น แค่ไปนั่งชินคันเซ็นที่ชินโอซากา แล้วต่อมารีนไลเนอร์ที่โอคายามะ (ใช้เวลา 3 ชั่วโมง) ก็ปาเข้าไปหมื่นกว่าเยนแล้วค่ะ เส้นเดียวก็คุ้มแล้ว แต่มันใช้ได้ 5 วัน เลยคิดเสียว่าได้นั่งรถไปโคยะซังอีกเป็นของแถม

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนที่ไม่คิดจะแวะเที่ยวคันไซก่อน ก็มีวิธีไปโดยตรงจากคันไซเหมือนกันค่ะ

วิธีแรก รถบัสจากสนามบินคันไซ / จากโอซากา ซึ่งวิธีนี้ ถ้าไปถูกจังหวะ จะมีโอกาสเห็นวังน้ำวน หรือนารุโตะ Naruto ขนาดใหญ่ ตอนรถวิ่งข้ามเกาะด้วยนะคะ (ลองเช็คเวลานารุโตะได้ในเว็บไซต์) ส่วนค่ารถและเวลาในการเดินทาง แน่นอนว่าถูกกว่ารถไฟ แต่ก็ใช้เวลานานกว่าราวชั่วโมง http://www.kate.co.jp/en/timetable/index

อีกวิธีก็คือ เรือข้ามฟากจากท่าเรือวากายามะค่ะ (Nankai Ferry) โดยเรือจะไปถึงท่าเรือโทคุชิมะ แล้วเราต้องต่อรถเข้าไปยังคางาวะอีกทีค่ะ วิธีนี้ราคาถูกกว่าบัสและรถไฟก็จริง แต่ก็ใช้เวลานานกว่า และอาจไม่สะดวกในการต้องต่อรถเท่าไหร่ เพราะท่าเรืออยู่ห่างจากสถานีรถไฟพอสมควรค่ะ เว้นเสียแต่ถ้ามี All Shikoku Pass อยู่ในมือ เพียงแค่ตัว Voucher ก่อนแลกพาสจริง ก็สามารถลดค่าโดยสารได้เกือบครึ่งค่ะ ลองคำนวณความคุ้มค่าดูนะคะ

รายละเอียดเกี่ยวกับเรือ http://www.nankai-ferry.co.jp

 

ขอย้อนกลับมาที่การเดินทางของเดี๊ยน... ด้วยรถไฟ

แม้จะไม่มีโอกาสได้เห็นวังน้ำวน แต่จากโอคายามะไปยังทาคามัตสึ ก็มีรถไฟสาย JR Marine Liner ที่วิ่งบนสะพานเซโตะโอฮาชิ Seto Ohashi ซึ่งพาดผ่านทะเลเซโตะ ช้ามจากฮนชูไปยังชิโกกุ

บอกได้เลยค่ะ... วิวสวยมากกกกก

แอบกระซิบว่า มีรถไฟอังปังแมนข้ามทะเลเซโตะด้วยนะคะ แต่เป็นรถไฟโทรกโกะ (ไม่มีกระจกหน้าต่าง) เลยวิ่งแค่ฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น

ที่เกาะชิโกกุ เป็นบ้านเกิดของคนวาดอังปังแมนค่ะ (จังหวัดโคจิ) ก็เลยมีรถไฟอังปังแมนอยู่หลายเส้นทางรถไฟเลยทีเดียว

 

เดี๊ยนใช้เมืองทาคามัตสึเป็นฐานค่ะ ตอนเช้าก็ค่อยนั่งเรือไปยังเกาะต่างๆ 

เอ็นทรีนี้ยังไม่มีสถานที่เที่ยวนะคะ ขอยกยอดไปเอ็นทรีหน้า

แต่ก่อนจบเอ็นทรี อยากจะบอกว่า ตอนที่ลงรถไฟ ออกจากสถานีทาคามัตสึนั้น... ฮ้าาาา... อากาศของที่นี่แสนจะชื่นใจ

บรรยากาศบริเวณสถานี

สวย สะอาด ไม่บ้านนอกเลยนะคะ ถือว่าขนาดกำลังน่ารัก โดยส่วนตัว เดี๊ยนเองก็ไม่ค่อยชอบเมืองใหญ่ด้วยกระมัง

 

คงเพราะเป็นเมืองที่ติดทะเลด้วยค่ะ อะไรๆ ก็เลยสดชื่นสดใสไปซะหมดเลย

ที่สำคัญ... เดี๊ยนไปคราวนี้ ไม่มีคนไทยเลยแม้แต่คนเดียว!!! คนจีนแผ่นดินใหญ่ก็ถือว่าน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นฝรั่ง ฮ่องกง และไต้หวันค่ะ

โดยบรรยากาศแล้ว สำหรับเดี๊ยนถือว่าเป็นญี่ปุ่นที่ไม่เหมือนญี่ปุ่นจังหวัดอื่นๆ ที่เคยไปมา

แล้วก็หลงรักเข้าซะแล้วสิ อิอิ ใครอยากได้ที่ท่องเที่ยวชิลๆ แหล่งใหม่ๆ ไม่ควรพลาดที่นี่เลย

 

 

Comment

Comment:

Tweet