ข้อควรระวังในการไปเที่ยวต่างประเทศ

ก่อนจะอัพเฮฮาเรื่องชิราคาวะโก เดี๊ยนขอนินทาคนไทยด้วยกันซึ่งบอกตรงๆ เลยว่า "เดี๊ยนไม่เคยเห็นหน้า แต่อยากประจานเป็นอุทาหรณ์"

ไม่ได้เคียดแค้นอะไรหรอกค่ะ แต่จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เดี๊ยนได้ข้อคิดเรื่องคำพูด แม้เราจะไปอยู่ต่างประเทศเป็นการชั่วคราว และคงไม่ได้พบเจอคน ณ ที่นั้นอีกต่อไปในชีวิต

เรื่องมีอยู่ว่าเดี๊ยนกำลังใช้คอมพิวเตอร์ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเช็คข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยววันต่อไปอยู่ คอมพิวเตอร์ตรงนั้นมีอยู่ 2 เครื่อง และทั้งสองเครื่องเป็นประเภทหยอดเหรียญ 100 เยน ใช้อินเตอร์เน็ตได้ 20 นาที

แน่นอน... เรื่องคงไม่เกิด ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกจับจองทั้งสองเครื่อง

ขอทำความเข้าใจอย่างนึงนะคะ ไอ้เหรียญ 100 เยนที่เราหยอดไปเนี่ย ต่อให้เวลาจะเหลือเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าเราเลิกเล่น มันก็จะไม่ทอนมาหรอกค่ะ

ผู้ชายไทยคนหนึ่ง มานั่งต่อคิวใช้เน็ตที่ม้านั่งข้างหลังเดี๊ยนค่ะ เดี๊ยนไม่รู้หรอกว่าเขาจะต่อเครื่องไหน เพราะใครลุกก่อนเขาก็คงเสียบล่ะนะ

สักพัก เพื่อนผู้หญิงของเขาเดินเข้ามา ทักทายพูดคุยกันด้วยเสียงค่อนข้างดัง

ผู้หญิง "รอเช็คเมลเหรอ"

ผู้ชาย "อือ... ของคนนี้เหลืออีกแค่ 3 นาที"

ผู้หญิง "เออ... งั้นก็นั่งอ้าขากดดัน 'มัน' ต่อไปก็แล้วกัน"

พูดจบก็เดินไป

เดี๊ยนนั่งหันหลังอยู่ แต่ได้ยินน้ำเสียงของผู้หญิงกระแทกแดกดันตรงคำว่า "มัน" อย่างชัดเจน ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นตัวเดี๊ยนหรอกค่ะ แต่พอเงยหน้ามองเวลาของตัวเอง เหลืออยู่เกือบ 3 นาที... อ้าว หมายถึงตรูนี่หว่า

เดี๊ยนไม่โกรธผู้หญิงคนนั้นหรอกนะคะ ที่ใช้คำว่า "มัน" ด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเมื่อพูดถึงเดี๊ยน โถ... ชีคงไม่รู้ว่าเดี๊ยนเป็นคนไทย (จะว่าไปตั้งแต่เหยียบญี่ปุ่นก็ไม่มีใครคิดว่าเดี๊ยนเป็นคนไทยซักคน ฮ่วย!) แต่ที่เดี๊ยนเคืองก็คือ... ต่อให้เดี๊ยนเป็นชาวต่างชาติไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม นี่น่ะหรือ คือถ้อยคำและน้ำเสียงที่ควรใช้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน!?

เดี๊ยนมีสมบัติผู้ดีพอค่ะ จริงๆ ธุระยังไม่เสร็จดีหรอก แต่ค่อยไปถามรายละเอียดอีกทีกับนายสถานีเองก็ได้ เวลาตอนนั้นเหลืออีกประมาณ 2 นาทีกว่าๆ เดี๊ยนจึงลุกสละคอมให้ด้วยความเวทนาที่อุตส่าห์นั่ง "อ้าขากดดัน"

เหมือนประชด แต่ไม่ได้โกรธคุณผู้ชายนะคะ

พี่สาวเดี๊ยนบอกว่า "ทำไมต้องกดดัน ในเมื่อเรามีสิทธิในเวลาที่ยังเหลือ เพราะเงินเรายังไม่หมด ถ้าเป็นพี่จะแกล้งหยอดต่ออีกซัก 2 เหรียญ เอาให้สะใจ"

ช่างเถอะค่ะ... คนไทยด้วยกัน

อยากฝากมิตรรักแฟนบล๊อกทั้งหลาย ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไทย หรืออยู่ต่างประเทศก็ตาม... ระวังคำพูด และพึงระลึกเสมอว่า ไอ้คนต่างชาติที่นั่งหันหลังให้คุณอยู่นั้น อาจเข้าใจภาษาแม่ที่คุณใช้พูดถึงตัวเขาแบบแย่ๆ อย่างแจ่มแจ้งก็ได้... ใครจะรู้

เฮ้อ คิดแล้วเสียดาย รู้งี้ตอนเดินออกมา แกล้งยิ้มหวานให้ แล้วทักภาษาไทยกับชายหนุ่มคนนั้นซะหน่อยก็ดี "อุ๊ย คุณพี่... คนไทยเหรอคะ? ขอโทษทีที่ทำให้ต้องอ้าขากดดันรอนะคะ เวลาเหลืออีก 2 นาที เดี๊ยนให้ฟรีค่ะ ถือว่าทำบุญ เชิญใช้ตามสบายค่า"

แล้วให้ไปเฉ่งกับเพื่อนผู้หญิงตัวเองในภายหลัง...

เฮ้อ... เสียดาย ถ้าตอนนั้นนึกได้เป็นฉากๆ แบบนี้ก็คงสะใจดี (แต่ต่อให้นึกได้ เดี๊ยนจะตัดสินใจทำรึเปล่าก็ไม่รู้เนาะ แต่ถ้าทำไป ผู้ชายซึ่งเป็นคนนั่งรออยู่ดีๆ ก็คงกลายเป็นแพะรับบาปไป) 

 

ชิราคาวะโก... โอ้ละหนอ

ชิราคาวะโก เป็นเมืองชนบทในจังหวัดกิฟุค่ะ เอกลักษณ์ของเมืองนี้ก็คือบ้านชาวนาแบบ 合掌造り (gasshozukuri) คำว่า 合掌 gassho แปลว่า เอาฝ่ามือมาประสานกัน ก็คือพนมมือนั่นแหละค่ะ ส่วน -造り (-zukuri) แปลว่าสร้าง เวลาต่อท้ายคำนามก็น่าจะมีความหมายในแง่ของดีไซน์ หรือโครงสร้าง รวมกันก็หมายถึงสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงเหมือนการพนมมือ

บ้านแบบกัชโชสึคุริมีลักษณะเป็นบ้านที่มีหลังคาเอียงชันมาก ยอดแหลม มองโดยรวมเหมือนรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วค่ะ ที่หลังคาเป็นเช่นนี้ก็เพราะ ในฤดูหนาวหิมะตกหนัก ถ้าหลังคาไม่ชัน หิมะจะไปทับถมจนบ้านอาจพังได้ จึงทำหลังคาให้หิมะเกาะได้น้อยที่สุด ที่สำคัญ หลังคาที่จั่วแหลมสูงย่อมแข็งแรงกว่าจั่วที่ทำมุมค่อนข้างป้านใช่มั้ยคะ

ตัวอย่างแบบเซิร์ฟๆ ให้พอนึกภาพหลังคาออกค่ะ ดูเหมือนเล็ก แต่จริงๆ แล้วหลังใหญ่นะ ใหญ่กว่านี้ก็มี

นอกเรื่องนิด ไหนๆ ก็พูดถึงมุมของสามเหลี่ยม ทำให้เดี๊ยนนึกถึงเรื่อง "สามเหลี่ยมช่วยชีวิต" ที่เคยดูในสารคดีได้ ว่ากันว่า ในยามเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว  ตึกถล่ม หรืออัคคีภัย หากท่านติดอยู่ในตัวอาคาร หาทางออกไม่ได้ ให้ท่านมองหาสามเหลี่ยมช่วยชีวิตเพื่อเข้าไปหลบก่อน

สามเหลี่ยมช่วยชีวิตคืออะไร?

มันคือช่องว่างระหว่างกำแพงกับกำแพง สิ่งของกับสิ่งของ หรือกำแพงกับสิ่งของ อาทิ รูโหว่ระหว่างตู้ที่ล้มลงมาพิงกำแพง กรอบประตูหรือเสาที่ทรุดมาอิงกัน เพราะเมื่อมันทำมุมเป็นมุมแหลมเหนือศีรษะท่าน โอกาสที่มันจะทรุดลงมาโครมใหญ่ใส่หัวท่านจนเบะตายคาที่จะลดลง อีกทั้งยังค่อนข้างแข็งแรงพอที่จะช่วยป้องกันเพดานที่จะยุบลงมาบนตัวท่านอีกด้วย... ไม่ได้หมายความว่าถ้าซุกตัวอยู่ในสามเหลี่ยมช่วยชีวิตแล้วจะรอดชีวิตทุกรายนะเคอะ แต่โอกาสที่ท่านจะโดนอะไรหล่นลงมาทับตายจะน้อยกว่าอยู่ในที่กำบังแบบอื่นเท่านั้น

วกกลับมาเรื่องบ้านแบบกัชโชสึคุริกันต่อค่ะ นอกจากทรงหลังคาที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว วัสดุของหลังคาก็ทำจากฟางข้าวค่ะ อาจเป็นเพราะน้ำหนักเบา (แน่นอนว่าเบากว่ากระเบื้องและหิน) ภายในบ้านมีประมาณ 2-3 ชั้น ในยามหิมะตกหนัก คนในบ้านจะย้ายตัวเองขึ้นมาใช้ชีวิตที่ชั้น 2 และ 3 ค่ะ

ใครที่อยากเห็นกัชโชสึคุริ นอกจากที่ชิราคาวะโก ก็ยังมีที่ทาคายามะอีกด้วยนะคะ แต่บรรยากาศจะต่างกันตรงที่ ทาคายามะเขาจำลองหมู่บ้านในสมัยก่อนมา มีรูปแบบเหมือนพิพิธภัณฑ์ ในขณะที่ชิราคาวะเป็นหมู่บ้านชาวนาแบบดั้งเดิมค่ะ มีคนอยู่อาศัยจริง แต่ปัจจุบันก็มีบ้านญี่ปุ่นแบบตามสมัยขึ้นแซม นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมโฮมสเตย์สำหรับคนที่อยากลองใช้ชีวิตในบ้านกัชโชสึคุริอีกด้วยค่ะ เท่าที่เดี๊ยนเคยสำรวจมา จะเป็นโปรแกรมช่วงหน้าร้อนล่ะ มีกิจกรรมทำนา+ปลูกผักด้วย

หากท่านจะไปชิราคาวะโก มี 2 ตัวเลือกมาแนะนำค่ะ...

ถ้าท่านไม่ได้คิดจะดื่มด่ำกับหมู่บ้านชาวนาแบบดั้งเดิมนักล่ะก็ เดี๊ยนแนะนำให้ไปช่วงเช้าค่ะ พอไปถึงมุ่งหน้าจากรถบัสสู่โรปเวย์ขึ้นจุดชมวิวก่อนเลย (ใช้เวลาเดินประมาณ 30-40 นาทีจากจุดจอดรถ) จะเห็นวิวโดยรวมของหมู่บ้าน ซึ่งเดี๊ยนคาดว่าน่าจะสวย... ที่เดี๊ยนคาดเพราะเดี๊ยนพลาดโรปเวย์น่ะสิเคอะ เพราะเดี๊ยนดันไปช่วงบ่าย โรปเวย์หมดตอน 4 โมง ไม่ทัน... อด... จ๋อยเด่ว

หลังจากชมวิวจนหนำใจ ก็ค่อยเดินชิลๆ ชมหมู่บ้านตามอัธยาศัยค่ะ ถ้าท่านเห็นว่าไม่มีอะไร จะกลับซะตั้งแต่ตอนรถช่วงเที่ยงก็ได้ หรือถ้าท่านชอบก็จะอยู่ถึงเย็นก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น... หากท่านจองรถบัสไป ก็คำนวณเวลากันเอาเองนะเคอะ

อีกตัวเลือกหนึ่งคือกรณีที่ท่านอยากจะไปค้าง เดี๊ยนแนะนำไปช่วงบ่ายค่ะ เดินกินลมชมวิว ชิลๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าจะทันโรปเวย์หรือไม่ แล้วค่อยไปจุดชมวิวซะทีเดียวตอนเช้าก่อนออกเดินทางก่อนเที่ยงในวันต่อไป... ก็เป็นอะไรที่ดูไม่เหนื่อยมากนะคะ

อนึ่ง เที่ยวแบบเดี๊ยนจะไม่เน้นทัวร์ชะโงกค่ะ ชอบไปกินบรรยากาศ และถ่ายรูปเล่นมากกว่าเน้นสะสมแต้มว่า "ฉันได้มาเหยียบที่นี่แล้วโว้ยยย" จากนั้นก็รีบบึ่งไปที่อื่นต่อ แผนการเที่ยวของพวกเดี๊ยนเลยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้ทั้งนั้น... ไม่อยากบอกเลยว่าชิราคาวะโกนี่แหละ เป็นที่แรกในการมาญี่ปุ่นที่พวกเดี๊ยนจำเป็นต้อง "ทัวร์ชะโงก" เนื่องจากเวลาจำกัดของรถบัสที่จองตั๋วไว้ T^T

พูดถึงตั๋วรถ หากท่านไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์ ก็มีรถบัสให้บริการนั่งจากทางคานาซาวะไป หรือนั่งจากทาคายามะไปก็ได้ค่ะ มันชื่อว่าสายโนฮิซึ่งวิ่งจากคานาซาวะไปทาคายามะ โดยมีชิราคาวะโกอยู่ตรงกลาง พวกเดี๊ยนนั่งจากคานาซาวะไปค่ะ เวลาไม่ดีเลย เพราะมีรถไปแค่ 2 รอบ รถกลับแค่ 2 รอบ ถ้าอยากเที่ยวครึ่งวัน จะมีเวลาอยู่ในชิราคาวะโกแค่เกือบ 1 ชั่วโมงเท่านั้น (หากใครไม่ค้างที่นั่น เดี๊ยนจึงแนะนำให้ไปรอบเช้า เพราะจะได้ตัดสินใจถูกเมื่อเห็นสถานที่เที่ยวจริงว่าอยากรีบกลับรึเปล่า คนไม่ชอบก็คงดูว่ามันไม่มีอะไร แต่คนชอบก็คงเดินเล่นได้เรื่อยๆ แบบเพลินใจค่ะ)

ร้านขายของที่ระลึกตรงลานจอดรถค่ะ

สะพาน であい橋 (เดไอบาชิ) แปลแบบกุ๊กกิ๊กหน่อยก็ "สะพานพบรัก" หรือถ้าแปลแบบโรแมนติกก็ "สะพานแห่งการพานพบ" แต่จะพบอะไรก็ต้องลองข้ามไปดูล่ะก๊า

บรรยากาศอีกฝั่งของสะพาน

ร้านอาหารร้านใหญ่ในชิราคาวะโก เดี๊ยนถ่ายภาพนี้มาเพราะชอบกำแพงค่ะ จริงๆ มันคือชั้นเก็บฟืน แต่พอเอาฟืนมาวางจนเต็มก็จะดูเหมือนลายกำแพงแปลกตาดีค่ะ

อีกมุมหนึ่งในชิราคาวะโก

เงียบสงบ เดินไปทางไหนก็ประมาณนี้แหละค่ะ

พิพิธภัณฑ์อะไรซักอย่างที่เดี๊ยนไม่ได้เข้า (เวลามันจำกัด ฮือๆๆๆ >.<)

จบเรื่องชิราคาวะโกไปอีกหนึ่ง จริงๆ เดี๊ยนคิดว่าถ้ารวมได้ เดี๊ยนก็อยากอัพรวมพูดถึงทาคายามะซึ่งเดี๊ยนไปมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่... มันคนละทริปกัน ไว้หาโอกาสบันทึกใส่บล๊อกรำลึกความหลังเมื่อมีเวลาและอารมณ์แล้วกันนะเคอะ เหอๆๆๆ

 

Comment

Comment:

Tweet

ฮ่าๆๆๆ พูดถึงชาวต่างชาติ ขนาดหนูไปสวนจัตุจักร พ่อค้าเค้าไม่พูดไทยด้วยล่ะค่ะsad smile

#25 By Psycho Girl on 2008-05-07 22:44

อ่านที่รอเน็ตอันแรกจบแบบนั้นก็ดี
คนเราไม่นึกว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน
ดันไปพูดแบบนั้นใส่เข้าให้แจ๊คพ๊อตจริงๆเหอๆ

แต่ถ้าเป็นผมผมคงหยอดเหรียญ100เพิ่มอีก55
ให้มันนั่งรอต่อไปๆ



ปล.นานๆที่ได้เห็นรูปบ้างแบบต่างจังหวัดของญี่ปุ่นสวยดีไปอีกแบบแฮะ

#24 By ฿฿- Try -฿฿ on 2008-05-07 22:21

บรรยากาศแบบญี่ปุ่นโบราณ...สุดยอดเลยครับ ^^

#23 By on 2008-05-07 22:20

อยากไปมั่งอ่ะครับ

#22 By Thep-aksorn : The Aria Auditor on 2008-05-07 15:53

cool
สวยจัง
ถ้าข้าม "สะพานพบรัก"
ก็จะพบรักชิมิ

อยากไปจัง

http://kengkadeng.exteen.com/20080426/entry

กำลังเตรียมตัวไป อิอิ
น่าไปจังเลยค่ะ บรรยากาศดี๊ดีอ่ะ

#19 By inko (124.120.221.158) on 2008-05-07 11:56

ชอบบ้านแบบเนี่ยอยากเข้าไปอยู่สักครั้ง

#18 By pisces on 2008-05-07 01:00

อยากไปมากเลยค่ะ ท่าทางอากาศจะดีนะ
..
เราเคยไปเกาหลีเหมือนกัน
ไปเจอทัวร์เกาหลีเที่ยวกันเอง อิอิ กำลังต่อแถวเข้าห้องน้ำ
มีสองคุณยายมาแซง สงสัยแกจะปวดมาก 55555
เข้าห้องน้ำไม่ปิดประตูอีกต่างหาก ทั้งคู่เลยอะ แถมหันหน้ามาคุยกันอีก
พอเสร็จก็ไม่ชักโครก กางเกงไม่ใส่ เดินออกไปทั้งอย่างเลยอะ 5555555555555
แกเดินออกไปใส่ข้างนอก ขำกันกลิ้งเลย อิอิ
surprised smile big smile confused smile

#17 By GoddessIsis on 2008-05-06 23:47



อ่านเเล้วก้ออยากให้คุณกลับไปในสถานการณ์นั้นใหม่
เเล้วก้อพูดประโยคที่คุณคิดนั้นซะเลย

"ขอโทษที่ต้องให้นั่งอ้าขากดดัน"

มันสะจายย ย ย ย*



ได้ความรู้เรื่องสามเหลี่ยมช่วยชีวิตด้วย
ยังไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยค่ะ



^^

#16 By Sana_by_lllmukoilll on 2008-05-06 23:17

เดี๋ยวนี้เวลาผมไปเที่ยวที่ไหนต้องระวังปากครับ หลายๆที่ที่ไม่นึกว่าจะเจอคนไทยก็เจอมาแล้ว sad smile
(ปกติไม่ได้ปากเสียใส่คนแปลกหน้าแบบคุณผู้หญิงคนนี้หรอกครับ แต่กลัวเผลอหลุดตอนคุยกันเองมากกว่า เดี๋ยวเจอคนไทยแล้วเค้าจะคิดว่าไอ้พวกนี้คุยเรื่องบ้าบออะไรกันอยู่ sad smile )

#15 By SRP on 2008-05-06 23:00

ดีแล้วที่ไม่ไปทำอย่างที่บอกกับคุณผู้ชาย
ไม่งั้นจะหยาบคายมากเลย

#14 By ซูเนะโอะ on 2008-05-06 22:26

>คุณrokjitjung, เดี๊ยนก็ติดคำว่า "มัน" เป็นบางครั้งนะคะ และเดี๊ยนคงไม่รู้สึกติดใจอะไร ถ้าประโยคที่เจ้าหล่อนพูดออกมาไม่ใช่แบบนี้อ่ะค่ะ surprised smile

#13 By + n e o r o s i f i x + on 2008-05-06 21:24

คนบางคน ก็ติดการเรียกคนอื่นว่ามัน(ไม่ว่ากับต่างชาติหรือคนไทย)
แต่ถ้าเป็นคนทางใต้นี่ ผมเคยเจอเพื่อน เค้าบอกว่า ปกติเค้าเรียก"มัน" ไม่ได้เป็นการไม่ให้เกียรติอะไร
สำหรับตัวเอง บางทีถ้าหลุดไป ก็พยายามจะปรับกลับมาเป็น "เค้า" แทน

#12 By rokjitjung on 2008-05-06 21:16

ไกลถึงญี่ปุ่นก็หนีเกรียนไทยไม่พ้นแฮะ - -.....

โอว ชอบกำแพงฟืนมากมาย เท่

#11 By W★G on 2008-05-06 20:32

โฮ้ ชนบทน่้าไปจริงๆ ปีหน้าผมก็ไปญี่ปุ่นและครับ คงได้เจอภาพแบบนี่มั่ง ดีจัง big smile

#10 By [Blog]-`Nutty,,* on 2008-05-06 19:40

ถ้าเป็นมุก คงหันไปมองหน้าผู้หญิงคนนั้น แล้วพูดใส่ว่า"**** คนไทยเหรอคะเนี่ย...ต่ำว่ะ"(เซนเซอร์คำนิดนุงopen-mounthed smile) เพราะผู้ชายเค้าก็นั่งรอของเค้าเฉยๆอยู่ดีๆนี่นา.....

เมืองน่ารักมากเลยอ่ะพี่โรส

เรื่องมุมสามเหลี่ยมคงคล้ายๆกับแนวโค้งล่ะมั้งคะ ที่ว่าถ้ามีอะไรซักอย่างทำมุมเป็นสามเหลี่ยมหรือโค้งเปลือกไข่ มันจะพังยากขึ้นกว่าเดิมsurprised smile

#9 By หะหลิวส์ on 2008-05-06 18:08

แหล่มเลย ที่มาตาฮารี เกสต์เฮาส์ ย่านไชน่าทาวน์ในกัวลาลัมเปอร์ ให้ใช้เนตฟรีครับ หรือจะจ่ายก็ได้ไม่ว่ากัน เพราะเค้ามีกระป๋องตังเอาไว้ให้ใส่ แต่รับไม่เกินคนละ RM.1
ดูซินั่น ให้ใช้ฟรีๆ แถมเวลาอยากได้ตังก็เกรงใจอีกsad smile

#8 By ขุนกระบี่ on 2008-05-06 18:02

ดูสงบดีจังครับ สงสัยต้องหาโอกาสไปมั่ง ญี่ปุ่นยังมีอะไรที่น่าเที่ยวอีกเยอะเลยนะครับ

#7 By แรงใจไฟฝัน on 2008-05-06 17:49

ผู้หญิงคนนั้นไม่น่าพูดแบบนั้นเลยแฮะtongue

เมืองดูสงบดีครับ น่าไปพักซักคืนสองคืน

#6 By greateve2b on 2008-05-06 17:47

เคยไปอิเคะบุคุโระดูพาเหรดสักอย่างกับเพื่อนอยู่ มีเสียงคนไทยโผล่มาด้านหลังทำเอาฮากันไปยกนึง

ถ้ากรณีนั้น ตอนออกผมจะหาเรื่องพูดโทรศัพท์ พูดกับตัวเองดัง ๆ หรืออะไรให้เขารู้ว่าเป็นคนไทยนะ

แต่อยู่ต่างประเทศแล้วมีโอกาสเป็นคนขี้นินทาครับ เป็นอยู่แหละนะsad smile

#5 By 「♭Mystery」 on 2008-05-06 17:43

เป็นเราก็แค้นเหมือนกันค่ะ มันเป็นสิทธิ์ของเรานี่นา เพราะเราก็จ่ายเงินไปแล้วเนอะ ผู้หญิงคนนั้นปากเสียจริงๆ

ชิราคาวะโกงามดีนะคะ ให้บรรยากาศเก่าแก่ดี

ตอนแก่อยากไปอยู่แถวบ้านนอกที่ญี่ปุ่นจังเล้ย เฮ่อ
sad smile

#4 By ชาเขียวaddict on 2008-05-06 17:23

ดูสงบมากค่ะ น่าไปจังbig smile big smile
ปอลอ.คนไทยที่เจอนี่ช่างsad smile sad smile

#3 By (^_^)/nana on 2008-05-06 16:36

สวยดีครับ
เพิ่งรู้ว่าหลังคาสามเหลี่ยมเอาไว้ทำเยี่ยงนี้
เคยไปทาคายามะครั้งนึง แต่ที่นี่สวยกว่าเยอะเลย
เป็นป้าคงยืนพูดแบบที่คุณหลานบอกมาค่ะไม่ก็หยอดเหรียญไปเหรียญแล้วบอกทำบุญให้ล่ะกันค่าอ้าขารอ
ป้าว่าคนที่ไร้มารยาทคงเป็นทางคุณผู้หญิงค่ะ ผู้หญิงดีๆเขาไม่พูดจาน่าเกลียดแบบนั้นต่อหน้าสาธารณะชนหรอกค่ะแม้จะต่างประเทศก็ตาม