ข้อควรระวังในการไปเที่ยวต่างประเทศ

ก่อนจะอัพเฮฮาเรื่องชิราคาวะโก เดี๊ยนขอนินทาคนไทยด้วยกันซึ่งบอกตรงๆ เลยว่า "เดี๊ยนไม่เคยเห็นหน้า แต่อยากประจานเป็นอุทาหรณ์"

ไม่ได้เคียดแค้นอะไรหรอกค่ะ แต่จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เดี๊ยนได้ข้อคิดเรื่องคำพูด แม้เราจะไปอยู่ต่างประเทศเป็นการชั่วคราว และคงไม่ได้พบเจอคน ณ ที่นั้นอีกต่อไปในชีวิต

เรื่องมีอยู่ว่าเดี๊ยนกำลังใช้คอมพิวเตอร์ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเช็คข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยววันต่อไปอยู่ คอมพิวเตอร์ตรงนั้นมีอยู่ 2 เครื่อง และทั้งสองเครื่องเป็นประเภทหยอดเหรียญ 100 เยน ใช้อินเตอร์เน็ตได้ 20 นาที

แน่นอน... เรื่องคงไม่เกิด ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกจับจองทั้งสองเครื่อง

ขอทำความเข้าใจอย่างนึงนะคะ ไอ้เหรียญ 100 เยนที่เราหยอดไปเนี่ย ต่อให้เวลาจะเหลือเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าเราเลิกเล่น มันก็จะไม่ทอนมาหรอกค่ะ

ผู้ชายไทยคนหนึ่ง มานั่งต่อคิวใช้เน็ตที่ม้านั่งข้างหลังเดี๊ยนค่ะ เดี๊ยนไม่รู้หรอกว่าเขาจะต่อเครื่องไหน เพราะใครลุกก่อนเขาก็คงเสียบล่ะนะ

สักพัก เพื่อนผู้หญิงของเขาเดินเข้ามา ทักทายพูดคุยกันด้วยเสียงค่อนข้างดัง

ผู้หญิง "รอเช็คเมลเหรอ"

ผู้ชาย "อือ... ของคนนี้เหลืออีกแค่ 3 นาที"

ผู้หญิง "เออ... งั้นก็นั่งอ้าขากดดัน 'มัน' ต่อไปก็แล้วกัน"

พูดจบก็เดินไป

เดี๊ยนนั่งหันหลังอยู่ แต่ได้ยินน้ำเสียงของผู้หญิงกระแทกแดกดันตรงคำว่า "มัน" อย่างชัดเจน ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นตัวเดี๊ยนหรอกค่ะ แต่พอเงยหน้ามองเวลาของตัวเอง เหลืออยู่เกือบ 3 นาที... อ้าว หมายถึงตรูนี่หว่า

เดี๊ยนไม่โกรธผู้หญิงคนนั้นหรอกนะคะ ที่ใช้คำว่า "มัน" ด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเมื่อพูดถึงเดี๊ยน โถ... ชีคงไม่รู้ว่าเดี๊ยนเป็นคนไทย (จะว่าไปตั้งแต่เหยียบญี่ปุ่นก็ไม่มีใครคิดว่าเดี๊ยนเป็นคนไทยซักคน ฮ่วย!) แต่ที่เดี๊ยนเคืองก็คือ... ต่อให้เดี๊ยนเป็นชาวต่างชาติไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม นี่น่ะหรือ คือถ้อยคำและน้ำเสียงที่ควรใช้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน!?

เดี๊ยนมีสมบัติผู้ดีพอค่ะ จริงๆ ธุระยังไม่เสร็จดีหรอก แต่ค่อยไปถามรายละเอียดอีกทีกับนายสถานีเองก็ได้ เวลาตอนนั้นเหลืออีกประมาณ 2 นาทีกว่าๆ เดี๊ยนจึงลุกสละคอมให้ด้วยความเวทนาที่อุตส่าห์นั่ง "อ้าขากดดัน"

เหมือนประชด แต่ไม่ได้โกรธคุณผู้ชายนะคะ

พี่สาวเดี๊ยนบอกว่า "ทำไมต้องกดดัน ในเมื่อเรามีสิทธิในเวลาที่ยังเหลือ เพราะเงินเรายังไม่หมด ถ้าเป็นพี่จะแกล้งหยอดต่ออีกซัก 2 เหรียญ เอาให้สะใจ"

ช่างเถอะค่ะ... คนไทยด้วยกัน

อยากฝากมิตรรักแฟนบล๊อกทั้งหลาย ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไทย หรืออยู่ต่างประเทศก็ตาม... ระวังคำพูด และพึงระลึกเสมอว่า ไอ้คนต่างชาติที่นั่งหันหลังให้คุณอยู่นั้น อาจเข้าใจภาษาแม่ที่คุณใช้พูดถึงตัวเขาแบบแย่ๆ อย่างแจ่มแจ้งก็ได้... ใครจะรู้

เฮ้อ คิดแล้วเสียดาย รู้งี้ตอนเดินออกมา แกล้งยิ้มหวานให้ แล้วทักภาษาไทยกับชายหนุ่มคนนั้นซะหน่อยก็ดี "อุ๊ย คุณพี่... คนไทยเหรอคะ? ขอโทษทีที่ทำให้ต้องอ้าขากดดันรอนะคะ เวลาเหลืออีก 2 นาที เดี๊ยนให้ฟรีค่ะ ถือว่าทำบุญ เชิญใช้ตามสบายค่า"

แล้วให้ไปเฉ่งกับเพื่อนผู้หญิงตัวเองในภายหลัง...

เฮ้อ... เสียดาย ถ้าตอนนั้นนึกได้เป็นฉากๆ แบบนี้ก็คงสะใจดี (แต่ต่อให้นึกได้ เดี๊ยนจะตัดสินใจทำรึเปล่าก็ไม่รู้เนาะ แต่ถ้าทำไป ผู้ชายซึ่งเป็นคนนั่งรออยู่ดีๆ ก็คงกลายเป็นแพะรับบาปไป) 

 

ชิราคาวะโก... โอ้ละหนอ

ชิราคาวะโก เป็นเมืองชนบทในจังหวัดกิฟุค่ะ เอกลักษณ์ของเมืองนี้ก็คือบ้านชาวนาแบบ 合掌造り (gasshozukuri) คำว่า 合掌 gassho แปลว่า เอาฝ่ามือมาประสานกัน ก็คือพนมมือนั่นแหละค่ะ ส่วน -造り (-zukuri) แปลว่าสร้าง เวลาต่อท้ายคำนามก็น่าจะมีความหมายในแง่ของดีไซน์ หรือโครงสร้าง รวมกันก็หมายถึงสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงเหมือนการพนมมือ

บ้านแบบกัชโชสึคุริมีลักษณะเป็นบ้านที่มีหลังคาเอียงชันมาก ยอดแหลม มองโดยรวมเหมือนรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วค่ะ ที่หลังคาเป็นเช่นนี้ก็เพราะ ในฤดูหนาวหิมะตกหนัก ถ้าหลังคาไม่ชัน หิมะจะไปทับถมจนบ้านอาจพังได้ จึงทำหลังคาให้หิมะเกาะได้น้อยที่สุด ที่สำคัญ หลังคาที่จั่วแหลมสูงย่อมแข็งแรงกว่าจั่วที่ทำมุมค่อนข้างป้านใช่มั้ยคะ

ตัวอย่างแบบเซิร์ฟๆ ให้พอนึกภาพหลังคาออกค่ะ ดูเหมือนเล็ก แต่จริงๆ แล้วหลังใหญ่นะ ใหญ่กว่านี้ก็มี

นอกเรื่องนิด ไหนๆ ก็พูดถึงมุมของสามเหลี่ยม ทำให้เดี๊ยนนึกถึงเรื่อง "สามเหลี่ยมช่วยชีวิต" ที่เคยดูในสารคดีได้ ว่ากันว่า ในยามเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว  ตึกถล่ม หรืออัคคีภัย หากท่านติดอยู่ในตัวอาคาร หาทางออกไม่ได้ ให้ท่านมองหาสามเหลี่ยมช่วยชีวิตเพื่อเข้าไปหลบก่อน

สามเหลี่ยมช่วยชีวิตคืออะไร?

มันคือช่องว่างระหว่างกำแพงกับกำแพง สิ่งของกับสิ่งของ หรือกำแพงกับสิ่งของ อาทิ รูโ