2008/May/05

ฝนซากุระ... เปียกมะลอกมะแลกในคานาซาวะ

จริงๆ เดี๊ยนไปคานาซาวะวันที่ 2 ของการเดินทางค่ะ แต่ทำไมไม่รู้ ขี้เกียจเล่าอ่ะ 555

แต่เพื่อความสมบูรณ์มากขึ้นของหัวข้อนี้ เล่าก็ได้ค่ะ

เมื่อปี 2001-2002 เดี๊ยนเคยได้ทุนไปเรียนคอร์สสั้นๆ ที่คานาซาวะ เป็นคอร์สภาษาและวัฒนธรรมค่ะ อยู่ที่นั่นเกือบ 1 ปี ถึงจะไม่นานเท่าไหร่ แต่พอกลับไปมันรู้สึกคิดถึงเหมือนเป็นบ้านเก่ายังไงพิกล

เมืองคานาซาวะอยู่ในจังหวัดอิชิคาวะเป็นเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งในญี่ปุ่นค่ะ สมัยก่อนดินแดนแถบนี้เรียกว่า 加賀 (คะงะ) เหมือนที่เอโดะกลายเป็นโตเกียวในปัจจุบันนั่นแหละค่ะ เฮ้อออ... อยากจะอัพความรู้ด้านประวัติศาสตร์ใส่ให้บล๊อกตัวเองดูดีมีสาระกับเขาบ้าง แต่... มันก็หลายปีแล้วเนาะ เดี๊ยนลืมไปเยอะแล้วเหมือนกัน ถ้าอยากจะได้ข้อมูลที่ถูกต้อง คงต้องค้นตำรากันใหม่หมดนั่นแหละค่ะ... เสียดายจัง ปีที่เดี๊ยนไปอุตส่าห์มีซีรีส์ยาวแนวพีเรียดของ NHK เกี่ยวกับแคว้นนี้โดยเฉพาะเลยนะ ความจำคนเราก็เป็นอนิจจังค่ะ 555 (แก้ตัว)

เมืองนี้มีลักษณะเป็นเมืองเก่าค่ะ เป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรมชั้นสูงต่างๆ ของญี่ปุ่นไม่ต่างจากเมืองเกียวโตเลย แต่ถ้าจะพูดให้เห็นภาพมากขึ้น (รึเปล่า) ถ้าเปรียบเกียวโตเป็นญี่ปุ่นด้านหน้า อิชิคาวะก็เป็นญี่ปุ่นด้านหลัง อาทิ พิธีชงชา สายทางเกียวโตจะเรียกว่า "โอโมเทะเซ็งเค" (สายด้านหน้า) ส่วนสายที่กำเนิดจากอิชิคาวะจะเรียกว่า "อุระเซ็งเค" (สายทางด้านหลัง)

ด้านหน้ากับด้านหลังต่างกันอย่างไร?

ต่างกันตรงที่ วัฒนธรรมทางด้านหน้า จะออกแนวฉูดฉาด ร่าเริงสดใส (華やか)ในขณะที่วัฒนธรรมด้านหลังจะออกแนวเรียบง่าย สงบ ทว่าสง่างาม (雅やか) สิ่งเหล่านี้จะสื่อออกมาทางผลงานศิลปะต่างๆ

ความสำคัญของเมืองคานาซาวะอย่างหนึ่ง เดี๊ยนคงเอ่ยถึงไปบ้างแล้วในตอนของนิกโก นั่นก็คือ "ทองคำเปลว"

ของดีประจำคานาซาวะอาทิเช่น สวนแบบญี่ปุ่นเคนโรคุเอ็น ปราสาทอิชิคาวะ ขนมญี่ปุ่น (วากาชิ) ซึ่งไว้กินกับชา เครื่องปั้นดินเผาคุทานิ (แหงล่ะค่ะ ก็ปั้นถ้วยชานี่) ทองคำเปลว และกระดาษซับมัน (ซึ่งได้มาจากการตีทองคำเปลวนั่นเอง)

ชื่อคานาซาวะ อ่านจากคันจิมีความหมายประมาณว่า "ขุมทอง" เป็นเมืองที่ตีทองคำเปลว แต่ไม่ได้ใช้เองนะเคอะ ในอดีตส่งไปแปะบนคิงคะคุจิในเกียวโต (ปัจจุบันก็คงด้วยแหละค่ะ) ทองคำเปลวญี่ปุ่นแผ่นบางกว่าของไทยเยอะค่ะ บางขนาดที่ว่าไม่สามารถหยิบด้วยมือเปล่าได้ ต้องใช้ที่คีบซึ่งทำจากไม้ไผ่หนีบอย่างเบามือ

ปัจจุบันช่างฝีมือตีทองในญี่ปุ่นเหลือน้อยเต็มทีค่ะ เพราะแต่ละที่มีเทคนิคการตีแตกต่างกัน และต่างก็เก็บเทคนิคเหล่านั้นเป็นความลับ บวกกับไม่ใช่ยุคสมัยที่ใช้ทองคำเปลวกันแล้ว (ที่เห็นในครัวเรือนก็คงเป็นตู้หรือหิ้งบูชา) เพื่อเป็นการอนุรักษ์จึงมีการนำทองมาประยุกต์ทำงานศิลปะอื่นๆ เช่นเครื่องเรือนต่างๆ ของประดับตกแต่ง หรือใช้กับการสร้างสรรค์งานประเภทแก้ว เพื่อให้ทองคำเปลวมีทางออกในแง่ของการผลิตเป็นสินค้า (แต่ราคาก็แพงค่ะ... สำหรับคนญี่ปุ่น ของที่มีทองคำเปลวแปะอยู่แม้เพียงน้อยนิด จะดูสูงค่าฮายโซวขึ้นมาทันที)

ส่วนกระดาษซับมันที่เกิดจากการตีทองนั้น เดิมทีมันก็คือกระดาษสาญี่ปุ่นชนิดหนึ่งซึ่งมีส่วนผสมของเมือกในพืชชนิดหนึ่ง ทำให้มีความเหนียวเป็นพิเศษ ใช้คั่นแผ่นทองแต่ละแผ่นเวลาตีค่ะ พอตีไปเรื่อยๆ กระดาษก็จะค่อยๆ บางลงและ mature มากขึ้น (เดี๊ยนไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดี) กระทั่งเลิกใช้งาน ก็จะนำไปให้เกอิชาในเกียวโตใช้ซับมันเวลาแต่งหน้าค่ะ เป็นกระดาษที่มีความไวในการจับไขมันบนใบหน้ามาก เนื้อกระดาษก็บางนุ่ม แต่เดี๋ยวนี้ถ้าไปซื้อตามร้านขายของที่ระลึก เดี๊ยนก็ไม่แน่ใจว่าเป็นกระดาษซับมันจากการตีทองหรือผลิตจากโรงงานนะเคอะ

วกกลับมาที่เรื่องเที่ยวบ้างดีกว่า

จากโตเกียวไปคานาซาวะคราวนี้ ต้องต่อรถหลายรอบอยู่เหมือนกัน ก่อนอื่นนั่ง JR มาลงสถานีอุเอโนะ (อีกแล้วครับทั่น) จากนั้นนั่งชินคันเซ็นจากอุเอโนะไปลงที่สถานีโจเอ็ตสึยุซาวะ และจากนั้นก็ต่อรถอีกทอดไปลงสถานีคานาซาวะ

เนื่องจากไม่เดี๊ยนไม่เคยใช้ JR Rail Pass จากโตเกียวไปคานาซาวะ จึงเกิดอะไรให้ตื่นเต้นอีกแล้ว เมื่อพนักงานตรวจตั๋วเดินเข้ามาแล้วบอกว่า "รถไฟขบวนนี้แล่นผ่านเส้นทางที่นอกเหนือจาก JR จึงต้องเก็บค่าโดยสารเพิ่มคนละ 1450 เยน" พวกเดี๊ยนถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ถามย้ำพนักงานอยู่หลายครั้งว่าทำไม ทำไม ทำไม... และพนักงานก็ตอบกลับมาเหมือนเดิมทุกครั้ง ง่า... ก็เข้าใจค่ะ เรื่องเก้บตังเพิ่ม และแล่นออกผ่านเส้นทางที่ไม่ใช่ JR เนี่ย แต่ว่าทำไม? (คุณผู้อ่านเข้าใจมั้ยคะ?) มันสงสัยอ่ะ ว่าค่าอะไร? พอถามอีก ก็ได้รับคำตอบกลับมาอีกว่าเป็นค่าเส้นทาง อืม... อันนั้นรู้แล้วอ่ะ แต่มันก็ยังสงสัย

สุดท้ายก็เลิกงง... เพราะสรุปกันเอาเองว่า คงมีทางรถไฟตัดใหม่อีกเส้นซึ่งน่าจะเร็วกว่าล่ะมั้ง (คิดเองเออเอง) ก็เมื่อก่อนไม่เห็นมีเก็บค่าทางพิเศษแบบนี้นี่นา แต่ขากลับก็ไม่มีพนักงานตรวจตั๋วมาเก็บนะคะ (แอบงงต่อเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ดีกว่าต้องจ่ายตัง)

การเดินทางด้วยชินคันเซ็น + รถไฟ ใช้เวลาไปประมาณ 5 ชั่วโมงได้ (เหมือนจะเร็วกว่าเมื่อก่อนเกือบชั่วโมง นับรวมเวลารอรถที่โจเอ็ตสึยุซาวะอีก 1 ชั่วโมง)

คานาซาวะเปลี่ยนไปจากตอนที่เดี๊ยนอยู่มากค่ะ เริ่มตั้งแต่สถานีเลยค่ะ

เมื่อหลายปีก่อน ทางเข้าทิศตะวันออกของสถานีกำลังก่อสร้าง สร้าง สร้าง สร้าง... จนครบหนึ่งปีเดี๊ยนต้องกลับเมืองไทยก็ยังสร้างไม่เสร็จ แต่พอมาตอนนี้ โอ้วววว ว้าวววว แม่เจ้า.... นี่มันอะไรกันนี่!? หรูเลิศอลังการดาวล้านดวง แถมยังมีห้างไฮโซอยู่ทางด้านซ้ายเมื่อเดินออกจากสถานีอีกต่างหาก ส่วนทางประตูตะวันตกมีบันไดลงสู่ใต้ดินซึ่งเชื่อมกับชานชาลารถไฟสายท้องถิ่น ใต้ดินนั้นเป็นที่โล่ง แสงแดดส่องถึง สะอาดตา มีห้องน้ำและที่นั่งรอ... ของใหม่ก็เงี้ย

อลังการงานสร้างมั้ยล่ะคะ?

คานาซาวะเดี๋ยวนี้มีฝรั่งมาเที่ยวเยอะมากกกกถึงมากที่สุดค่ะ ไปที่ไหนก็เห็นแต่นักท่องเที่ยวฝรั่ง นักท่องเที่ยวเอเชียน้อยยยยมาก ตอนที่เดี๊ยนไปแทบไม่เจอเลยล่ะ

มาถึงวันแรกเดี๊ยนก็หมายมั่นปั้นมือพาลูกทัวร์ไปเค็นโรคุเอ็น... สวนแบบญี่ปุ่นซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับปราสาทอิชิคาวะ ขึ้นชื่อว่าฤดูใบไม้ผลิ... เดี๊ยนไม่เคยลืมค่ะ แม้จะผ่านมานานหลายปีแล้ว ซากุระย่านเค็นโรคุเอ็นสวยประทับใจที่ซู้ดดดดด ถึงแม้จะไม่เยอะเท่าที่สวนสาธารณะอิโนคาชิระอนชิโคเอ็นในโตเกียวก็ตาม แต่บรรยากาศรอบข้างที่เป็นส่วนผสมของการดูซากุระทำให้รู้สึเหมือนไม่ได้ชมซากุระ แต่ชมเมืองที่เต็มไปด้วยซากุระมากกว่า

จากสถานีไปโคริมโบแสนง่ายดายค่ะ แต่เดี๊ยนไม่ได้มานาน เลยมีการงงๆ วิงเวียนหน้ามืดตาลายไปบ้าง...

ออกจากสถานีประตูทิศตะวันออกโลด... แล้วมายืนรอเมล์ค่ะ

รถเมล์จากสถานีมีหลายป้ายให้ขึ้น แต่ละป้ายสายใครสายมันค่ะ ขึ้นป้ายผิดก็ไปคนละทางเลย ทางที่ดีสอบถามแผนกข้อมูลท่องเที่ยวในสถานีก่อนดีกว่านะคะ

ถ้าเป็นเสาร์อาทิตย์จะโชคดีหน่อย มีรถท่องเที่ยวให้บริการค่ะ เดี๊ยนไปอ่านป้ายเจอ แล้วก็ยืนเพ่งหารายละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง คุณลุงที่ทำความสะอาดพื้นถนนก็เข้ามาถามว่าจะไปไหน เดี๊ยนเลยถือโอกาสถามว่ารถอันนี้ขึ้นตรงไหน คุณลุงบอกว่าวันนี้วันธรรมดาไม่มีหรอก ทันใดนั้น รถเมล์ก็จอดเทียบป้ายพอดี คุณลุงก็ถามว่าจะไปเค็นดรคุเอ็นใช่มั้ย งั้นก็คันนี้ พูดจบคุณลุงก็ทิ้งอุปกรณ์ทำมาหากิน แล้ววิ่งไปยังรถเมล์ส่งสัญญาณบอกพนักงานขับรถให้รอพวกเดี๊ยนก่อน... แล้วก็ยืนส่งจนพวกเดี๊ยนขึ้นรถครบทุกคนโดยปลอดภัย โอ้วววว คุณลุงช่างน่ารักอะไรเช่นนี้ คนคานาซาวะอัธยาศัยดีทุกคนค่ะ รักคนไทยด้วยนะ เดี๊ยนขอบอกกกก

นอกจากนี้หากท่านออกประตูทิศตะวันออกแล้วไปรอรถลูปบัสสำหรับนักท่องเที่ยวที่ป้ายหมายเลข 1 ก็ได้ค่ะ น่าเสียดายเดี๊ยนยังไม่เคยลอง แต่ได้ข่าวว่ามีรถมาทุกชั่วโมง รถก็ไม่เหมือนรถเมล์ล่ะ เป็นรถบัสเล็กๆ สีสันสวยงาม

และแล้วพวกเราก็นั่งรถเมล์มุ่งหน้าไปยังเค็นโรคุเอ็น... ลงป้ายเค็นโรคุเอ็นชิตะนะคะ

ทว่า... T^T

มารผจญค่ะ... เมฆครึ้ม ฝนตก เฉอะแฉะไปหมดเลย ถ่ายรูปไม่สวยด้วย แต่ละคนสภาพชื้นฝนไปตามๆ กัน ที่ไม่ต้องซื้อร่มเลยได้ซื้อหอบหิ้วกันตลอดทริป

แต่... ฝนตกแค่ไหน เค็นโรคุเอ็นก็ยังงดงามอยู่ดี

น่าเสียดายที่ปีนี้อากาศแปรปรวนค่ะ เท่าที่เดี๊ยนสังเกต ไม่ค่อยมีที่ไหนซากุระบานพรึ่บพร้อมพรั่งในคราวเดียวกัน แม้แต่คานาซาวะซึ่งก่อนมาอ่านพยากรณ์ว่าวันที่เดี๊ยนไปจะมังไค (บานเต็มที่) พอดี ปรากฏว่าบางต้นก็ร่วงแล้ว แต่บางต้นเพิ่งผลิดอกตูมก็มี ไม่งั้นคงได้เห็นถนนตั้งแต่เค็นโรคุเอ็นไปถึงโคริมโบขาวโพลนไปด้วยซากุระที่ปลูกข้างทาง

แต่โชคดีที่เป็นช่วงเทศกาลชมซากุระของที่นี่ เค็นโรคุเอ็นเปิดให้เข้าชมฟรีค่ะ จากปกติผู้ใหญ่ 300 เยน เด็ก 100 เยน แถตอนกลางคืนมีเปิดไฟไลท์อัพโชว์ความงดงามท่ามกลางแสงไฟในยามราตรี แต่พวกเดี๊ยนตัดใจค่ะ เพราะฝนไม่เป็นใจแท้ๆ T^T

วิวบังคับของเค็นโรคุเอ็นอยู่ที่สะพานเล็กๆ และเสาหินเล็กๆ ซึ่งฉากหลังเป็นบึงขนาดใหญ่ค่ะ วิวนี้อยู่หลังจากเดินเข้ามาซัก 1 นาที สังเกตง่ายๆ ...คนไปมุงรอถ่ายรูปกันเยอะเหลือเกิน

เดินเข้ามาหน่อยทางซ้ายมือ ก็จะเห็นวิวของเมืองคานาซาวะซึ่งล้อมรอบด้วยภูเขา ข้างบนมักมีเหยี่ยวเจ้าเก่าซักตัวสองตัวบินโฉบไปมาอยู่ประจำ แม้กระทั่งวันฝนตก พวกเหยี่ยวจอมขยันก็ยังบ้าพลังบินเหนือทิวทัศน์ของเมือง

 

ถ้าฟ้าใสคงถ่ายรูปออกมาสวยกว่านี้ เห็นมหาวิทยาลัยคานาซาวะอยู่ลิบๆ ด้วยนะ อิอิ

อีกมุมในเค็นโรคุเอ็นค่ะ สังเกตสะพานหิน น่ารักดี

ถ่ายรูปกลางสายฝนกันเพลินๆ ก็หมดเวลาในเค็นโรคุเอ็นไปแล้วครึ่งวัน พอดีพวกเดี๊ยนไปกันตอนเช้า ถึงบ่ายกว่าๆ เริ่มเดินในสวนก็ปาเข้าไปบ่ายแก่ๆ หลบฝนอีก ออกมาก็เกือบได้เวลาอาหารเย็นค่ะ

ขอเผาแม่ค้าขาจรซึ่งดูแล้วคาดว่ามารับจ๊อบเฉพาะหน้าชมซากุระซักหน่อยแล้วกันค่ะ

เรื่องมีอยู่ว่า เดี๊ยนไปซื้อมันทอดกับพี่สาว มันทอดนั้นราคาถ้วยละ 300 เยน พี่สาวเดี๊ยนก็อยากจะใช้เหรียญให้หมดๆ ไปตั้งแต่วันแรกๆ (เพราะมีประสบการณ์เหรียญตุงกระเป๋าในวันกลับจากทริปคราวที่แล้ว) ก็เลยให้เหรียญย่อยแม่ค้าไป แต่... พอคุณแม่ค้าเห็นเหรียญ 50 เยน 10 เยน 5 เยน และ 1 เยน ที่ผสมกลมเกลียวกันเป็น 100 เยน แม่ค้าก็เอาคืนแล้วพูดว่า "ดาเมะ ดาเมะ อิจิเอ็นวะโอกาเนะจะไน!" (ไม่เอา ไม่เอา เหรียญหนึ่งเยนไม่ใช่เงิน) แล้วก็คืนเหรียญเหล่านั้นมาให้พี่สาวเดี๊ยน จากนั้นขณะที่พวกเดี๊ยนกำลังอึ้งกิมกี่ ชีก็เดินออกมาแล้วถือวิสาสะเอามือล้วงเข้ามาในกระเป๋าตังของพี่สาวเดี๊ยน หยิบเหรียญ 100 เยนไป

ฉุนสิคะ... ไม่รับเหรียญ 1 เยนไม่ว่า แต่กรุณาถามดีๆ หน่อยได้มั้ย อย่างเช่น "ขอโทษนะจ๊ะ ป้าไม่รับเหรียญย่อย มันใช้ยาก ขอเหรียญ 100 เยนได้มั้ย" บลาๆๆ ไอ้เราก็เต็มใจจะให้ -*-

พอเล่าเรื่องนี้ให้รุ่นพี่ซึ่งนัดกินข้าวกันฟัง รุ่นพี่ก็บอกว่า แบบนี้ต้องศอกกลับไปว่า "一円を笑うものは一円に泣く : อิจิเอ็นโอะวาราอุโมโนวะ อิจิเอ็นนินาคุ!" (คนที่หัวเราะเยาะเหรียญหนึ่งเยน ซักวันจะต้องร้องไห้ให้กับเหรียญหนึ่งเยน แปลเป็นไทยอีกทีว่า แม้หนึ่งเยนจะด้อยค่า แต่ของบางอย่าง ถ้าขาดเงินไปแม้แต่เยนเดียวก็ซื้อไม่ได้นะจะบอกให้) เสียดาย มารู้จักประโยคนี้ช้าไป ไม่งั้นเดี๊ยนคงตอบกลับไปอย่างที่ยุจริงๆ เว้นแต่ว่าแม่ค้าใจดี ไม่เห็นค่าเงิน 1 เยนจริงๆ ให้มันทอดลูกค้าฟรีแม้ตังไม่พอไป 1 เยน ก็เป็นอีกเรื่อง...

คอมเมนต์จากพี่สาว... "ไม่ได้อคตินะ... แต่มันทอดไม่อร่อย" ซะงั้นค่ะ 555+

จากเค็นโรคุเอ็นเที่ยวง่าย เพราะถ้าท่านชอบถ่ายรูป ท่านอาจวางโปรแกรมเที่ยวตั้งแต่เช้าเลยยังได้ ไปเค็นโรคุเอ็น พอออกมาก็เข้าปราสาทอิชิคาวะต่อ แล้วออกอีกทางทะลุถึงโคริมโบ หากเวลาเหลือเยอะก็ไปเดินหมู่บ้านซามูไร แล้วค่อยกลับมาชมเมืองน่ารักๆ ที่เซ็นเตอร์พอยต์คานาซาวะ หรือเดินหาร้านอร่อยๆ ย่านโคริมโบนี่ก็ยังได้ ถ้าไม่เหนื่อยจนเกินไป อาจเดินเลยไปทางแม่น้ำไซ มีอะไรๆ ที่บ่งบอกความเป็นคานาซาวะให้ดูอีกเยอะค่ะ (ถึงไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวเป็นแห่งๆ ก็ตาม เว้นแต่จะนั่งรถไปพิพิธภัณฑ์ให้เป็นกิจจะลักษณะไปเลย)

โคริมโบคืออะไรหรือคะ? โคริมโบคือย่านร้านค้าที่มีไดมารูห้างหรูแหล่งแบรนด์เนม, โคริมโบ 109 ที่มีร้านแบรนด์เดียวกับชิบุยา 109 ในโตเกียว, และ... เซ็นเตอร์พอยต์แห่งคานาซาวะ แม้แต่ร้าน Animate สาขาคานาซาวะก็สิงสถิตอยู่ในเซ็นเตอร์พอยต์แห่งนี้แหละค่า โฮะๆๆ

ที่นี่แหละค่ะ... แหล่งเปิดหูเปิดตาทุกสุดสัปดาห์ของเดี๊ยนเมื่อหลายปีก่อน สมัยที่หอพักอยู่บนเขาเงียบเหงาเหลาเหย่ จ่ายตลาดทีเดินลงเขามา 2 กิโล แต่ถ้าเป็นโคริมโบ ต่อให้ไม่มีรถเมล์ต้องเดินเข้ามเมืองเป็นชั่วโมงเดี๊ยนยอมมมม... T^T และเพราะเหตุนี้ ชีวิตของเดี๊ยนเลยผกผัน จากคุณหนูผู้เจ้าสำอางผู้บอบบางกลายร่างเป็นสาวแกร่งฝีแข้งมหาประลัยภายในไม่ถึงเดือนได้ (แรงจูงใจจากกิเลสตัณหาอยากช็อปเสื้อผ้าล่ะสิเอ็ง =_=")

อย่างไรก็ดี ฟ้ายังปรานีให้ฟ้าเปิดในวันที่สอง พวกเดี๊ยนเลยไปเที่ยวปราสาทอิชิคาวะกันในวันต่อมา แล้วเดินเข้าเขตดคริมโบเพื่อมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านซามูไรนางามาจิต่อ

ทางเข้าปราสาทค่ะ ซากุระสองข้างทาง

ภายในเขตปราสาท เห็นเหลืองๆ เป็นทางคือหมวกของเด็กนักเรียนนะคะ คาดว่าน่าจะประถม ตัวเล็กๆ เดินเรียงกัน น่ารักสุดๆ

ปราสาทค่ะ

อีกมุมหนึ่งของปราสาท

ยังอยู่ภายในปราสาท แต่เป็นระหว่างทางเดินออกไปโคริมโบค่ะ

จากโคริมโบ เมื่อท่านมาถึงโคริมโบ 109 แล้วนะคะ ท่านเดินเลาะไปทางถนนเล็กๆ ด้านหลังโคริมโบ 109 ค่ะ เลี้ยวขวาแล้วตรงไปโลดดดดด จนกระทั่งเห็นป้ายทางเข้านางามาจิเล็กๆ นั่นแหละค่ะ แล้วเลี้ยวซ้ายก็ถึงแล้ว

สวนเล็กๆ ในโรงเรียนช่างฝีมือในนางามาจิค่ะ อยากเอารูปหมู่บ้านซามูไรมาอวด แต่... มีเดี๊ยนติดด้วยทุกรูป เขิลลล

แต่ถ้าท่านอยากไปเซ็นเตอร์พอยต์คานาซาวะ จากโคริมโบ 109 ท่านเดินเลียบถนนใหญ่ไปทางที่คนเยอะๆ ร้านค้าแยะๆ โลดค่ะ หาง่ายสุดๆ

จริงๆ เดี๊ยนอยากพาลูกทัวร์ไปที่อื่น อย่างเช่น วัดนินจา (ไม่ได้มีนินจาอยู่นะคะ แต่วัดนี้มีประตูกลและกับดักมากมายไว้สำหรับผู้ครองแคว้นหลบหนีเวลามีภัย เลยมีฉายาว่าวัดนินจาค่ะ) ซากุระเลียบแม่น้ำอาซาโนะ บลาๆๆ แต่เนื่องจากทริปนี้มีไปชิราคาวะโกแทรก ต้องสละเวลาช่วงบ่ายไปที่นั่นแทนค่ะ

ส่วนวันต่อมา... ลูกทัวร์บางส่วนหมดแรง ไหนจะหมดเวลาต้องเดินทางกลับโตเกียวอีก เลยได้พาลูกทัวรืมาเหยียบคานาซาวะแต่เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ T^T

เอ็นทรีหน้าจะพาไปชิลๆ (?) ที่ชิราคาวะโก... ถ้าเวลาอัพเหลือจะตามติดๆ ด้วยชมภูเขาไฟฟูจิที่ซันนี่เดย์โคเอ็น ยามานาชิด้วยค่ะ

ปิดท้ายด้วยฝาท่อน้ำ (ไว้ยามดับเพลิง) ของคานาซาวะ เก๋ไก๋สไลเดอร์ เป็นรูปสัญลักษณ์ของเค็นโรคุเอ็น

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ขนาดฝนตก ตัวเมืองก็ยังสวยยยยย~

แบบนี้ให้เดินทั้งวันก็ยอมมม

ชอบเมืองญี่ปุ่นสไตล์นี้อ่ะค่ะ รู้สึกว่ามันสงบดีง่ะ

ว้าวๆๆๆเด็กนักเรียนๆ open-mounthed smile

ฝาท่อน้ำเริ่ดมากกกก สวยงามได้อีก
#1  by  mookie' At 2008-05-06 08:52, 
สุดยอด!!!
สวยอ่ะ อยากไปม่างquestion
#2  by  [[[Am@giN]]] At 2008-05-06 11:56, 
แอดด้วยคนค่ะ พาเที่ยวได้หนุกแถมได้ความรู้ค่ะ ชอบๆ

...อยากกินวากาชิ อยากได้ถ้วยชาดินเผา อยากได้หนุ่มคานาซาวะเป็นแฟน55 อยากจิบชานั่งชมซากุระ


..........อยากไปญี่ปุ่นdouble wink double wink
#3  by  ชาเขียวaddict At 2008-05-06 18:10, 
>คุณชาเขียวaddict, ตอนเดี๊ยนอยู่นู่น มีรุ่นพี่คนหนึ่งเคยบอก (ไม่รู้ว่าอำรึเปล่า) ว่าเมืองคานาซาวะติด 1 ใน 3 ของเมืองที่มีคนหล่อมากที่สุดด้วยล่ะค่ะ

อืม... จะว่าไปตอนเดี๊ยนอยู่... เด็กหนุ่มๆ ม.ปลาย หน้าตาดีแถวๆ นั้นก็มีเยอะอยู่นา... อาหารตาอุดมสมบูรณ์ cry
#4  by  + + n e o r o s i f i x + + At 2008-05-06 18:31, 
เฮือกกกก อึ้งๆๆๆๆๆๆๆ ยาวมากๆ
ขอหาเวลามาอ่านที่หลังนะ อยากไปเกียวโตๆ
เคโอติก คนที่ทำเปิดเถิกหรือเปล่า???
ถ้าคนนั้น ชื่อ โทโมะ confused smile แต่เราชอบป๊อป อิอิ
เดี๋ยวกลับมาอ่านๆๆ เยอะมากกกกกกกก
#5  by  taaw (124.121.117.99) At 2008-05-08 23:26, 

<< Home


neorosifix
View full profile