เก็บตก... ย่ำต๊อกในโตเกียว
จะว่าไปตั้งแต่เขียนเล่ามายังไม่ค่อยพูดถึงโตเกียวเลยแฮะ
คือ... เมื่อปลายปีก็เพิ่งไปหายใจทิ้งที่โตเกียวมา 9 วันค่ะ ไม่ได้หายใจทิ้งทั้ง 9 วันหรอกนะ วันแรกๆ ไปดูคอนเสิร์ตรู้น่ะสิ กับคอนเสิร์ตหมีบิมา เฮฮาในหัวใจ (ถ้าเป็นไปได้ อยากไปคอนหมีบิอีกหลายๆ รอบ ขอคอนแบบเล็กกะทัดรัดแบบนี้อีกนะ เดี๊ยนชอบบบบ) ส่วนวันอื่นๆ ก็เดินเที่ยว ช็อปปิ้งไปตามประสาน่ะค่ะ แป๊บๆ หมดไปแล้ว 9 วัน พร้อมกับตังในกระเป๋าที่พร้อมบินออกทุกเวลาที่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว
ทริปนี้อยู่โตเกียวแค่ไม่กี่วันค่ะ ถือซะว่าโตเกียวเป็นที่ให้กลับมาหายใจก่อนออกเดินทางไปที่อื่นต่อ
เดี๊ยนพักแถวอิเคบุคุโระ (อะเกน =_=") อ๊ะๆ ครั้งนี้เดี๊ยนไม่ใช่คนเลือกโรงแรมนะคะ แต่เป็นหลานสาวเดี๊ยนต่างหาก พอออกจากโรงแรมปุ๊บ เจอร้าน Animate ปั๊บ... เป็นไงล่ะ หลานเดี๊ยน เปรี้ยวชิมิ นี่แหละ แหล่งละลายทรัพย์ของหลานเลยล่ะ
จะว่าแต่หลานก็ไม่ได้ เพราะน้าก็ได้ของกลับมาเหมือนกัน
ตอนแรกเกือบเสียตังกับตุ๊กตา Pullip เวอร์ชั่น h.NAOTO เพียงเพราะกระเป๋าของตุ๊กตารุ่นเดียวกับของเดี๊ยนเป๊ะๆ 555+ (ชักเว่อร์แระ... วอนหาเรื่องเสียตังนะเอ็ง) แต่โชคดีมีสติ เลยได้แต่คิดว่า Pullip จ๋า เราไม่มีวาสนาต่อกันหรอก อยาต่ามมาหลอกหลอนเลยยยย... เดี๊ยนไม่อยากเสียเงินนนน ในขณะที่หลานได้ Pullip คอสเพลย์ชินามอนไป หลังจากลังเลว่าจะเอา Blythe ดีรึเปล่า (ได้เฟอร์นิเจอร์ กับของกินเป็นของฝากหนู Blythe อีกตัวที่รออยู่ที่บ้านแทนค่ะ =_=" สมัยเดี๊ยน... มีแต่บาร์บี้ เห็นแล้วอิจฉาเด็กสมัยนี้จริงๆ)
ของหลานช่างเถอะค่ะ มาดูของน้าดีกว่า... ไม่ได้โฆษณานะคะ แต่โฆษณาสินค้าตัวนี้ ทำเอาสาววายอย่างเดี๊ยนคว้าของไปจ่ายตังอย่างไม่ลังเลอะไรทั้งสิ้น
มันคือ...
หนังสือเรื่อง "腐女子の品格" (Fujoshi no Hinkaku) แปลเป็นไทยว่า งดงามตามสไตล์สาววายเจ้าค่ะ
* คำว่า 腐女子 (Fujoshi) หมายความว่าสาวๆ ที่หลงใหลในการใช้ "ข้อมูลของหนุ่มๆ ที่รักเพศเดียวกัน" อย่างที่เรียกกันว่า บอยส์เลิฟ หรือยาโอย มาสร้างสรรค์เป็นความบันเทิงส่วนบุคคล และใช้ชีวิตไปตามกระแสสังคมอย่างเข้มแข็งโดยมีการจิ้นที่ไม่มีวันหยุดนิ่งมาเป็นน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ (หนังสือเขาให้นิยามประมาณนั้นแหละค่ะ)
โฉมหน้าปกหนังสือ
เป็นหนังสือสารคดี (?) กึ่งการ์ตูน ว่าด้วยเรื่อง "ทำอย่างไรจึงจะเป็นสาววายชั้นแนวหน้า โฮะๆๆๆ" เดี๊ยนซื้อมาอ่านเอาฮาค่ะ
จริงๆ เล่มนี้เดี๊ยนเห็นตั้งแต่เมื่อตอนปลายปีแล้วค่ะ ตอนนั้นดูแค่โฆษณา แต่ไม่ได้สนใจอะไรมาก บวกกับหนังสือยังไม่ออก คราวนี้ระหว่างรอหลานๆ ช็อปปิ้ง เดี๊ยนเลยปลีกวิเวกมาดูโฆษณาตัวนี้ใหม่ ถูกใจใช่เลย ก็ซื้อทันที
โฆษณานั้นก็มีอยู่ว่า... (เดี๊ยนไม่ได้อัดมา เสียใจจัง... หาในเน็ตไม่เจอง่า เล่าแบบคร่าวๆ แล้วกันนะคะ)
ฟุโจโกะ (นางเอกของเรื่อง)
ทาคาโยะ (รุ่นพี่ที่ทำงานของนางเอก)
"รุ่นพี่ทาคาโยะเป็นสาวที่เพอร์เฟ็กต์ไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องหัวใจ และเรื่องการแต่งตัว
ส่วนฉัน ฟุโจโกะ เป็นสาววายในออฟฟิศซึ่งดูเรียบๆ เชยๆ ก็เลยแอบปลื้มรุ่นพี่ทาคาโยะคนเก่งค่ะ"
"แต่แล้ว วันหนึ่ง... ฉันดันไปรู้ความจริงอย่างหนึ่งเข้า....
รุ่นพี่ทาคาโยะคนนั้น แท้จริงแล้วเป็นสาววายเหมือนกับฉัน!!"
และภาพโปรโมตท้ายโฆษณาที่ทำเดี๊ยนถึงกับปล่อยหัวเราะดังพรืดกลางร้านก็คือ...
ข้าวกล่องยาโอย!!! (ถ่ายมาจากหนังสือของเดี๊ยนเองค่ะ ในโฆษณาจะเป็นภาพสี)
เดี๊ยนได้อ่านเนื้อหาคร่าวๆ ในเล่มแล้วล่ะค่ะ ก็สนุกดี มีมุกฮาแบบว่าโด๊นนนนโดนสาววาย ทิ่มแทงใจดำกันสนุกสนาน เสียดายที่เดี๊ยนไม่ได้ทำงานออฟฟิศ ไม่งั้นคงต้องเอาเกร็ดฮาๆ ในเรื่องไปใช้พัฒนาความวายในสายเลือดตัวเองแหงมๆ
จบเรื่องร้าน Animate เถอะค่ะ เปลืองที่มาครึ่งเอ็นทรี
คราวนี้เดี๊ยนไม่ได้เที่ยวอะไรมากมายในโตเกียวค่ะ อย่างที่ไปก็... ที่ที่เคยๆ ง่ะ อย่าง Ghibli Museum เหยียบญี่ปุ่นทีไรก็ไปทุกครั้ง ตอนเดี๊ยนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้วยังวังเวงวิเวกวิเหวงโหวง เดินเล่นกันชิลๆ กับหลานสาวอยู่เลย แต่เดี๋ยวนี้คนเยอะสุดๆ ขนาดวันธรรมดาและไม่มีเทศกาลอะไรก็คนเยอะจนหาที่หายใจหายคอไม่ค่อยจะได้ แต่แหม... ของเขาดีจริงนี่นา หนังสั้นที่ฉายก็เปลี่ยนไปตลอด ตัวพิพิธภัณฑ์ก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงนิดๆ หน่อยๆ ตลอดเวลา แต่คราวหน้าเดี๊ยนจะขอบายดีมั้ย ไว้ปีถัดๆ ไปค่อยว่ากัน ใครไม่เคยไปก็ลองไปดูนะคะ เดี๊ยนคงไม่เล่าอะไรมาก แต่ขอแนะนำ คิดว่าคงมีคนอัพเกี่ยวกับที่นี่หลายคนแล้ว หาข้อมูลไม่ยากหรอกค่ะ
ตกบ่ายวันเดียวกันนั้น เดี๊ยนไปซิ่งที่ฮาราจุกุต่อ (ที่นี่คือซอยละลายทรัพย์ของเดี๊ยน =_=")
ไปกินราเม็งกันที่ร้าน 光麺 (โคเมน) ค่ะ
เป็นร้านที่พี่สาวเดี๊ยนเล็งไว้เนื่องจากอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง เดี๊ยนก็พากันไป ร้านนี้อาหารอร่อย ราคาก็โอเคค่ะ (ใครกินอาหารญี่ปุ่นลำบาก ราเม็งอะไรไม่ชอบ ก็สั่งเกี๊ยวน้ำนะคะ คุณป้าเดี๊ยนคอนเฟิร์มว่าอร่อยดี ราคาถูกและปริมาณไม่มากเกินไป) แต่... คนไทยคงรู้จักเยอะ เพราะวันนั้นที่ไปเจอคนไทยมาอุดหนุนตรึมเลยค่ะ
อย่าว่าแต่ร้านโคเมนเลยค่ะ ช่วงนั้นทัวร์คนไทยลงเยอะมาก อยู่ในโตเกียววันไหนได้เจอคนไทยวันนั้น จนเดี๊ยนแอบคิดในใจว่า อืม... จริงๆ แล้วคนไทยที่รวยขนาดมาเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงเวลาที่ตั๋วแพงขนาดนี้ได้นี่ มีเยอะเหมือนกันนะเนี่ย ที่ที่เจอคนไทยเยอะที่สุดก็คือ... "ร้านเครื่องสำอาง" ค่ะ ทำให้เดี๊ยนแน่ใจว่าทัวร์ลงจริงๆ เพราะเข้าไปปุ๊บ 90% ของลูกค้าในร้านน่าจะเป็นคนไทย ไม่ได้รู้สึกดี หรือรู้สึกแย่อะไรนะคะ แต่รู้สึกทึ่งมากกว่า
อีกร้านที่อร่อยอยู่บนชั้นร้านอาหารของห้างอิเซตันในชินจุกุค่ะ เป็นร้านข้าวหมูทอด ร้านที่อยู่ใกล้ลิฟต์มากที่สุด (บอกทางได้ไร้ความรับผิดชอบมาก 555) ร้านนี้เจอโดยบังเอิญค่ะ เนื่องจากหลานชายของเดี๊ยนมีความผูกพันอย่างแนบแน่นกับข้าวหมูทอด ทุกครั้งที่ถามว่าอยากกินอะไรกัน ฮีจะตอบว่าข้าวหมูทอดอย่างเดียว ตั้งแต่เที่ยวกับฮีเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตระเวนกินข้าวหมูทอดมาหลายร้าน ร้านที่อิเซตันนี่แหละค่ะ อร่อยที่สุด (ถึงจะแพงกว่าร้านอื่นไปนิด เพราะตกคนละประมาณ 2000 เยนได้... ต้องออกตัวนิดนึงว่า ลูกทัวร์เดี๊ยนกินหรูง่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าถามเดี๊ยนเรื่องร้านอร่อยราคาถูก เดี๊ยนอาจมืดแปดด้าน แนะนำคอมบินีสถานเดียว 555+) ที่อร่อยสุดยอดเลยก็คือ "น้ำสลัด" ค่ะ ไหงกินข้าวหมูทอดแต่ไปปิ๊งน้ำสลัดได้ ใครมีโอกาสก็ไปพิสูจน์เอาเองนะคะ เดี๊ยนไม่ได้ค่าโฆษณา
อีกร้านที่อร่อย แต่... คราวนี้แอบน้อยใจเพราะฝีมือตก เป็นร้านซูชิย่านชิบุยาอยู่ชั้น 4 ของตึก Mark City ที่ไปต่อรถไฟสายเคียวโอนั่นแหละค่ะ ร้านนี้ลูกค้าต่อแถวยาวววววววมากกกกก รอแต่ละที ไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงครึ่งทุกที เดี๊ยนแสนโปรดปรานซูชิมันปู กับซูชิกุ้งตัวใหญ่ที่แปะชีสแล้วเผา มันช่างหอมมมม อะไรเยี่ยงนี้ นอกนั้นมีอะไรก็ลิ้มลองไปตามความอยากและฤดูกาลค่ะ
ร้านซูชิดังกล่าว
(หากท่านมีเพื่อนหรือคนรู้จักในโตเกียว กรุณาขอให้เขามาช่วยต่อแถวรอก่อนเวลากินซักครึ่ง - 1 ชั่วโมงค่ะ แต่ถ้าไม่มี... เดี๊ยนไม่แนะนำ เพราะเสียดายเวลาเที่ยวอ่ะ)
เอ่อ... เผลอพล่ามเรื่องกินไปตั้งหลายย่อหน้า กลับมาที่ฮาราจุกุวันนั้นต่อดีกว่า
เมื่อกินอิ่ม ก็ไปเดินเล่นกึงช็อปปิ้ง แยกย้ายกับพวกผู้ใหญ่ พาหลานสาวไปเดินในห้าง Le Floret วันนั้นมี event ของ Plastic Tree ค่ะ แฟนคลับแต่งคอสเพลย์กันมาอย่างแฟนตาซี ต่อแถวตั้งแต่ชั้นบนสุดของห้างลงมาตามบันไดจนถึงชั้น 1 โอ้แม่เจ้า... อยากไปร่วมวงต่อแถวด้วยจังเลย ไม่ได้ปลื้มวงนี้ แต่อยากเจ๊อะวงดนตรีญี่ปุ่นมั่ง ไม่รู้ว่าเขามาทำอะไร คงไม่ใช่คอนเสิร์ตหรอกมั้ง แต่แล้ว... พวกเดี๊ยนก็เดินดูของกันต่อปาย
โตเกียวไม่ค่อยมีอะไรน่าเล่าหรอกค่ะ เดี๊ยนก็ไม่ได้ถ่ายรูปในร้านอาหาร เลยไม่ได้เม้าท์เรื่องของกิน ขี้เกียจทำข้อมูลด้วยง่ะ ดูเหมือนจะมีคนรวบรวมไว้หลายคนอยู่แล้ว เซิร์ชหาเอาง่ายกว่า อีกอย่างรสนิยมใครก็รสนิยมมันค่ะ ความอร่อยของแต่ละคนไม่เหมือนกัน
อ้อ แต่ที่ไปมาเมื่อตอนปลายปี เดี๊ยนขอแนะนำร้านแฟรนไชส์ชื่อว่า ねぎし (Negishi) ร้านนี้ก็ใช้ได้ค่ะ มีความพิเศษอยู่ที่ข้าว หอมอร่อย และไม่เหมือนข้าวญีปุ่นทั่วไป ราคาก็ไม่แพงล่ะ
ใครอ่านเอ็นทรีนี้ของเดี๊ยนคงเริ่มเข้าใจ ถ้าเดี๊ยนบอกว่าโตเกียวมันน่าเบื่อ... จริงๆ ก็ไม่น่าเบื่อหรอกค่ะ แต่มันไม่มีอะไรแปลกใหม่สำหรับเดี๊ยน มีแต่กินกับช็อปปิ้ง
อ้อ ลืมเล่าความอะเมซซิ่ง... แถวๆ สถานีอิเคบุคุโระ และแถวโรงแรมที่เดี๊ยนพัก ดึกๆ จะมีชายสี่หมี่เกี๊ยว (มันคือรถเข็นราเม็งค่ะ) มาจอดตั้งร้านกันริมถนนกันเลย ชามละ 600 เยน รสชาติก็พอถูไถ แต่... กลิ่นมันหอมมากกกกกกก ขนาดกินอิ่มเดินกลับโรงแรม เดี๊ยนยังต้องบอกลูกทัวร์ว่าไปกันก่อน เดี๊ยนขอแวะ เพราะกลิ่นมันยั่วน้ำลายสุดๆ ไปเลย ใครอยากลองบรรยากาศนั่งกินบะหมี่ริมถนนในญี่ปุ่น ว่ามันจะต่างจากปากซอยบ้านท่านอย่างไรก็เชิญเลยนะคะ แต่ถ้าคาดหวังเรื่องรสชาติมากเกินไปล่ะก็ เดี๊ยนไม่แนะนำค่ะ
เฮ้อ... ในโตเกียวมีอะไรอีกหนอ นึกไม่ออกแล้วง่ะ เมื่อก่อนตอนอยู่ญี่ปุ่นเดี๊ยนก็ไม่ได้ปลื้มโตเกียวอะไรมากมายซะด้วยสิ ชอบแค่ว่ามันพรั่งพร้อมไปด้วยที่กินและที่ช็อปเท่านั้น อ้อ... อีกอย่าง เดี๊ยนแต่งตัวสไตล์เดี๊ยนได้ ไม่ต้องกลัวใครจะมองว่าบ้าหรือแปลก เอ็นทรีนี้จบแค่นี้ดีกว่า ไว้เจอกันตอนเล่าเรื่องต่างจังหวัดแล้วกันค่า...
รู้สึกว่ามันต่างจากรูปแบบการรีวิวเที่ยวญี่ปุ่นทั่วๆไปดีค่ะ ตอนบรรยายของกินนี่อ่านแล้วหิววว
โคเมน หมูทอด ซูชิ




