หนึ่งวัน ดี/ไม่ดี ที่นิกโก ภาคแรก
#1 มุ่งหน้าสู่นิกโก...
เอ็นทรีนี้อาจออกแนวนำเที่ยวนะคะ จริงๆ เดี๊ยนก็ไม่ได้เที่ยวเก่งอะไรมากมายหรอกค่ะ แต่ถ้าเอ็นทรีนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับใครที่อยากไปเที่ยวนิกโกได้ก็คงจะดีไม่น้อย
จริงๆ แล้วเอ็นทรีนี้เกิดก่อนเอ็นทรีที่แล้วค่ะ เดี๊ยนเป็นพวกไม่ค่อยลำดับเวลา แต่ชอบลำดับตามความประทับใจ เลยขอเผาลูกทัวร์เอามันส์ก่อนเดี๋ยวจะลืม โฮะๆๆๆ
จากโตเกียวไปนิกโกถ้าไปรถไฟก็ไปได้ 2 ทางค่ะ (อาจมีทางอื่นด้วย แต่เดี๊ยนไม่รู้ ^^;) สำหรับท่านที่มี JR Rail Pass อยู่ในมือ ท่านสามารถจองรถไฟชินคันเซ็นได้ที่ศูนย์จองบัตรแถวๆ ทางเข้าสถานี JR ค่ะ หรือถ้าไม่จองก็ไม่เป็นไร เพราะรถไฟชินคันเซ็นมีตู้รถ 2 แบบใหญ่ๆ คือแบบจองกับแบบไม่จอง แบบไม่จองก็เข้าไปนั่งได้ตามสบาย ส่วนแบบจองเราก็จะได้กำหนดที่นั่ง เผื่อไปช่วงไฮซีซัน หรือหน้าเทศกาลจะได้ไม่ต้องถือกระเป๋ายืนตลอดการเดินทาง สำหรับเดี๊ยน เนื่องจากวางแผนกันไว้ค่อนข้างแน่นอนแล้ว ก็เลยจองซะตั้งแต่วันแรกที่ไปถึงญี่ปุ่นค่ะ
จุดเริ่มต้นของชินคันเซ็นไม่ว่าจะเป็นสถานีไหนก็ตาม จะต้องมาต่อรถไฟเส้นนิกโกที่สถานีอุตสึโนมิยะ สำหรับทริปนี้เดี๊ยนนั่ง JR ไปต่อชินคันเซ็นที่สถานีอุเอโนะค่ะ (ใครที่ไปญี่ปุ่นแล้วออกต่างจังหวัดไปทางเหนือเยอะๆ แนะนำให้พักแถวอุเอโนะเลยค่ะ จะได้ไม่ต้องต่อรถหลายครั้ง)
จากสถานีอุตสึโนมิยะเดินทางไปยังนิกโก (สุดสาย) ใช้เวลาประมาณ 45 นาทีค่ะ
สรุปแล้วถ้ามา JR ต้องต่อรถอย่างน้อย 1 ครั้ง ใช้เวลาในการเดินทางทั้งหมดไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง 45 นาทีค่ะ
อุเอโนะ (ชินคันเซ็น) ----> อุตสึโนมิยะ (ลงจากชินคันเซ็น ต่อสายนิกโก) ----> นิกโก
ส่วนท่านที่ไม่มี JR Rail Pass ท่านจะมีทางเลือกอีกทางคือนั่งสายโทบุ (ซึ่งเป็นสายท้องถิ่นของนิกโกก็ว่าได้) โดยจะนั่งจากสถานีอิเคบุคุโระก็ได้ หรือจะนั่งจากสถานีอาซาคุสะก็ได้ค่ะ ตรงดิ่งไปยังสถานีโทบุนิกโกเลย
* สถานี JR นิกโก กับสถานีโทบุนิกโกอยู่ห่างกัน 2 นาทีเดินเท้าค่ะ และรถประจำทางที่จะไปยังที่เที่ยวก็จอดทั้ง 2 สถานี
#2 ชินคันเซ้นนนน ชินคันเซ็นนนน
จริงๆ แล้วเดี๊ยนไปคานาซาวะก่อนไปนิกโกค่ะ แต่ไหนๆ พูดถึงนิกโกก่อน เลยมาบอกกล่าวเล่าสู่กันซะเลย
หากท่านไปจองตั๋วชินคันเซ็นมาแล้ว ในตั๋วท่านจะเห็นรายละเอียดทุกอย่าง ยกเว้น... หมายเลขชานชาลา =_="
สิ่งที่ท่านต้องทำขณะเป็นปลาทองถูกปล่อยลงแม่น้ำก็คือ... เมื่อท่านผ่านเข้าไปในเขตแดนของชินคันเซ็นแล้ว กรุณาดูชื่อรถไฟที่ท่านจะขึ้นในตั่วค่ะ ไม่ว่าจะเป็น Hakutaka 9, Max Toki 19, Yamabiko 56 บลาๆๆๆ ไอ้ชื่อแปลกๆ ทั้งหลาย แล้วเงยหน้ามองบอร์ดแจ้งเวลา หาชื่อรถไฟที่ตรงกับตั๋วของท่าน แล้วเช็คเวลาและปลายทางที่ตรงกัน ท่านจะรู้หมายเลขชานชาลาจากบอร์ดนั้น
ตั้งสตินะคะ... เพราะมันมีกรณีที่รถไฟประเภทเดียวกันออกเวลาใกล้เคียงกันแต่นำท่านไปคนละจุดหมายด้วยล่ะ
แต่ถ้ารีบนักล่ะก็ ไปหานายสถานี ยื่นตั๋วให้เขาดูแล้วถามว่า "โดโนะบันเซ็นเดสึก๊ะ?" (ชานชาลาไหนคะ?)
หากท่านจองที่นั่งไว้ เมื่อถึงชานชาลาอย่ามั่วนะคะ เพื่อความปลอดภัย เงยหน้าดูตรงเสา หรือป้ายเล็กๆ ที่แขวนข้างบนซักเล็กน้อย ว่าตู้ขบวนที่เท่าไหร่ ในตั๋วของเราจะมีระบุ CAR (ตัวเลข) ไว้ นั่นแหละค่ะ คือหมายเลขตู้ขบวน ส่วน SEAT (ตัวเลข+ตัวอักษร) คือเลขที่นั่ง และไอ้ CA ถัดจากนั้น เดี๊ยนยังไม่เห็นประโยชน์ในการใส่ใจนอกจากทำให้เราเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเลขอะไรซักอย่างในเวลาเร่งรีบได้ 555 (บอกแล้วค่ะว่าต้องตั้งสติ การไปเที่ยวกันเองเป็นอะไรที่ได้ฝึกสติตนเองอย่างดี)
ที่สำคัญ! นอกเรื่องไปนิด แต่อยากเตือนเหลือเกินค่ะว่า หลังจากจองตั่วหรือซื้อตั่วมา กรุณาตรวจดูวันที่ให้เรียบร้อยด้วยนะคะ ว่าวันไปวันกลับตรงกับกำหนดของท่าน มิฉะนั้นอาจน่าแตกอย่างพวกเดี๊ยน....
เล่าลัดนิดหนึ่ง
ขากลับจากนิกโก เนื่องจากเดี๊ยนมีการเปลี่ยนเวลาค่ะ เลยไปจองบัตรอีกครั้ง ขณะเปลี่ยนแปลงตั๋วก็ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร กระทั่งวันกลับ ขึ้นรถไฟแล้วปรากฏว่า... ที่นั่งตัวเองถูกบรรดาลุงๆ นักธุรกิจจับจองกันเสียแล้ว ง่า... ตู้รถก็ไม่ผิด ที่นั่งก็ไม่ผิด เวลาก็ไม่ผิด แต่ไหงเกิดการจองตั๋วซ้ำซ้อนได้
กระทั่งพนักงานตรวจตั๋วเข้ามาดู ก็พบว่า... วันที่ไม่ใช่ ตั๋วของพวกเดี๊ยนต้องกลับตั้งแต่เมื่อวานแล้ววววว
โชคดีที่มี JR Pass ค่ะ เลยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มเติม แค่พนักงานตรวจตั๋วพาเดี๊ยนและลูกทัวร์ไปนั่งอีกตู้หนึ่ง เล่นเอาป้าๆ พี่ๆ เดี๊ยนไม่กล้าไปเข้าห้องน้ำที่ต้องเดินผ่านตู้ขวบนั้นเลย แบบว่า... กาเหรี่ยงอายยยยเค่อะ
งานนี้เลยมานั่งบ่นกัน เอ๊ะ คนออกตั่วคนนั้นไม่เอะใจตอนเราไปเปลี่ยนตั๋วเลยรึไง ถ้าเรากลับเมื่อวานจริง ก็เท่ากับ เราเอาเท้าเหยียบพื้นชานชาลาที่นิกโกไม่ถึง 15 นาทีแล้วต้องจรลีกลับโตเกียวเชียวนะ แต่สุดท้าย... อย่าไปโทษใครเลยค่ะ โทษตัวเราเองดีกว่าที่ไม่ได้ตรวจวันเวลาบนตั๋วให้ดีหลังจากรับมา
โชคดีเท่าไหร่แล้ว ที่รถไฟไม่เต็ม แถมได้นั่งตู้ที่คนน้อยสุดๆ ไม่ต้องเหม็นกลิ่นบุหรี่จากบรรดานักธุรกิจในตู้นั้น (เป็นตู้แบบไม่สูบบุหรี่ค่ะ แต่กลิ่นบุหรี่มันติดตัวคนสูบไง)
#3 นิกโก... โอ้... โอ้... โอ้...
เมื่อถึงเมืองนิกโก จะมีสถานที่เที่ยวยอดฮิตอยู่ไม่กี่แห่งค่ะ... คนต่างชาติเขาไปไหนกันงั้นรึ? ก็มีศาลเจ้านิกโกโทโชกู วัดรินโนจิ ศาลเจ้านิกโกฟุตาราซันจินจะ (ศาลเจ้าแห่งนี้เด่นในด้านขอพรเรื่องความรักค่ะ) และสะพานชิงเคียว นอกจากนี้ก็คงมีที่อื่นๆ อีกแต่เดี๊ยนไม่ได้ไปค่ะ
มาดูรูทสุดฮิตของที่นี่กันเลยดีกว่า ท่านมีทางเลือกในการไปถึงที่เที่ยว 2 ทางค่ะ นั่นคือรสบัสท่องเที่ยวของโทบุ (โทบุบัส) และรถโดยสารประจำทางซึ่งวิ่งวนจากสถานีนิกโกไปยังที่เที่ยว แล้วกลับมาที่สถานีอีกครั้ง ลองถามนายสถานีเกี่ยวกับตั๋ววัน หรือจะจ่ายเงินบนรถก็ได้ค่ะ ราคาตั๋ววันกับราคาปกติหากไปตามรอยรูทของเดี๊ยน (ซึ่งก็หมดไปแล้วเกือบ 1 วัน) ไม่ต่างกันมากหรอกค่ะ
กรณีของเดี๊ยนนั่งรถโดยสารประจำทางแบบหลัง (ลูปบัส) จากสถานี JR นิกโกค่ะ ขึ้นรถที่ป้าย 1A
หากท่านอยากเที่ยวหลายๆ ที่ ไม่ต้องห่วงว่าจะต้องต่อรถจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งหลายครั้งนะคะ เพราะนิกโกโทโชกู รินโนจิ และนิกโกฟุตาราซันจินจะ อยู่ละแวกเดียวกันแบบเดินกันถึงค่ะ เดินไปถ่ายรูปไปเพลินๆ สำหรับคนไม่เคยไป เดี๊ยนแนะนำให้ลงที่ป้ายนิกโกโทโชกูค่ะ หรือถ้าลงไม่ทัน ก็ไปลงที่ป้ายนิกโกฟุตาราซันจินจะมาเอะ ซึ่งเป็นสุดสายก็ได้ แต่อย่านั่งเลยจากนั้นนะคะ เพราะมันจะไปคนละทางแล้ว งงไปงงมา จะกลับมาหาสถานีเหมือนเก่า (เพราะรถมันแล่นเป็นวงกลมค่ะ ^^;) แต่ยังอุ่นใจได้ที่ไม่หลงเตลิดไปไหนต่อไหน แค่เสียเวลาเที่ยวเท่านั้นเอง
ก่อนเข้าเรื่องเที่ยว มีเหตุการณ์หนึ่งที่เดี๊ยนไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่ นั่นคือคนขับรถประจำทางของนิกโกค่ะ เดี๊ยนจำชื่อไม่ได้ แต่ฮีใจร้ายชะมัดเลย... นิกโกเป็นเมืองที่ฝรั่งมาเที่ยวกันเยอะมว้ากกกกก (แต่ตอนนี้ถูกคานาซาวะแซงหน้าไปเรียบร้อย โฮะๆๆๆ ภูมิใจในบ้านเก่าของตัวเองขึ้นมาดื้อๆ) พวกเดี๊ยนนั่งรถบัสจากสถานีนิกโกค่ะ ถัดจากนั้น 1 ป้าย รถย้อนกลับไปรับผู้โดยสารที่สถานีโทบุนิกโก ในฐานะนักท่องเที่ยว เดี๊ยนเข้าใจค่ะว่าออกจะน่างงอยู่ เพราะรถโทบุบัสจะแล่นจากสถานีโทบุนิกโกเป็นป้ายแรก แต่รถประจำทางน่าจะแล่นจากสถานี JR นิกโก ฝรั่งกลุ่มหนึ่งก็ยืนงงๆ กันอยู่ที่ป้ายโทบุนิกโก พวกเขาทั้งหลายคงกำลังงงกับเส้นทางรถ กลัวขึ้นผิด เลยยืนลังเลอยู่ กระทั่งรถจะออก คนขับรถปิดประตู ทันใดนั้นฝรั่งกลุ่มนั้นก็ตัดสินใจจะขึ้น จึงใช้เคาะประตูรถ รถยังไม่ออกค่ะ แค่ปิดประตูเฉยๆ แต่ยังจอดนิ่งอยู่ (รถบัสญี่ปุ่นเวลาจอดจะเงียบมากเหมือนเครื่องดับ แต่พอจะออกจะมีเสียงเอ็นจินเริ่มทำงานเหมือนรถเพิ่งสตาร์ท) คนขับก็ยังเฉยค่ะ จากนั้นก็ออกรถไปเลย... ดูจากจังหวะเวลาแล้ว ถ้าเปิดประตูรับผู้โดยสารก็ยังทันค่ะ เพราะไม่ได้ฉุกละหุกอะไรขนาดนั้น ฝรั่งคนนั้นโกรธมาก เลยทุบรถบัสเสียงดัง ขณะที่รถกำลังแล่นออกไปหน้าตาเฉย พวกเดี๊ยนคนไทยถึงกับหน้าซีด... อะไรกันเนี่ย...
ส่วนเรื่องสถานที่เดี๊ยนว่าคงมีคนอัพมาหลายบล๊อกแล้วล่ะค่ะ ไม่เล่าแล้วกัน ของแบบนี้หาข้อมูลทั่วไปทางเน็ตได้ บางคนอ่านจนปรุรู้ดีกว่าเดี๊ยนซะอีก แต่ถ้าถามความเห็นเดี๊ยน ก็เป็นศาลเจ้าแบบญี่ปุ่น สีแดงตัดกับสีเขียวของสนต้นใหญ่ๆ ให้ความรู้สึกร่มรื่น ถ่ายรูปเพลินดีค่ะ อ้อ... สาวๆ อย่าลืมไปหยิบโอมิกุจิ (เซียมซีญี่ปุ่น) หรือซื้อโอมาโมริ (เครื่องราง) ติดไม้ติดมือที่ศาลเจ้านิกโกฟุตาราซันจินจะนะเคอะ เดี๊ยนหยิบได้ 大吉 (ไดคิจิ = Super Lucky) มา บอกว่าจะได้คู่ชื่นชู้สมใจ... (แต่ได้ข่าวว่าพ่อเดี๊ยนเพิ่งดูดวงให้หมาดๆ ว่า... แต่งงานเรอะ อยู่กับพ่อแม่แบบนี้ไปเรื่อยๆ แหละดีแล้ว อย่าไปมีมันเลย... อ้าว ซะงั้น แต่เดี๊ยนก็ชักเริ่มเห็นด้วย ถ้ามีแฟนก็อยากได้แฟนแบบพากันเข้าวัดปฏิบัติธรรมอ่ะค่ะ ^^;)
ป้ายยินดีต้อนรับสู่นิกโกหน้าศาลเจ้านิกโกโทโชกู... มีภาษาไทยด้วยค่ะ แสดงว่าคนไทยมาเที่ยวเยอะ
ทางเข้าศาลเจ้านิกโกโทโชกู เห็นรถเข็นสีแดงทางขวามั้ยคะ? แถวๆ นั้นจะมีซอยที่ไปสู่ร้านอาหารที่เดี๊ยนจะแนะนำในลำดับต่อไปค่ะ
เจดีย์??? ที่ทางเข้านิกโกโทโชกู
อีกมุมหนึ่งของเจดีย์
ทางเข้า (ที่ต้องเสียค่าเข้า) ของนิกโกโทโชกู
ศาลเจ้าที่นิกโกส่วนใหญ่จะเป็นสีแดง ตบแต่งด้วยสีทอง และจุดเด่นของนิกโกโทโชกูก็คือมีรูปสัตว์ต่างๆ ประดับอยู่ตามเสาและหลังคา ดูฉูดฉาดผิดกับศาลเจ้าและวัดทั่วไปในญี่ปุ่นซึ่งจะเป็นสถาปัตยกรรมไม้แบบเรียบๆ สีธรรมชาติ
อ้อ... ทองที่ใช้ประดับงานสถาปัตยกรรม ไม่ว่าจะเป็นคิงคะคุจิที่เกียวโตเอย หรือแม้แต่ที่นิกโกโทโชกูที่นี่เอย ล้วนแต่เป็นทองคำเปลวซึ่งผลิตที่คานาซาวะค่า โฮะๆๆๆ (เมื่อ 6 ปีก่อนเดี๊ยนทำวิจัยหัวข้อนี้ กลับมาเมืองไทยโดนสวดยับ เพราะไม่ได้ประโยชน์อะไรแก่สาขาที่กำลังเรียนเล้ยยยย >_<)
ทางเข้าวัดรินโนจิ (เลยขอบรูปออกไปทางขวาของท่านจะเป็นที่เสียตังซื้อบัตรและทางเข้าไปในวัดค่ะ)
มุมหนึ่งของแถวๆ วัดรินโนจิ เห็นเสาแปลกดีเลยถ่ายรูปมา
ทางเดินเชื่อมนิกโกโทโชกู+วัดรินโนจิกับศาลเจ้านิกโกฟุตาราซันจินจะ ถ่ายจากฝั่งศาลเจ้าฟุตาราซันจินจะค่ะ เห็นผู้ชายในชุดพิธีอะไรซักอย่างเลยถ่ายรูปมา
บริเวณด้านนอกของนิกโกฟุตาราซันจินจะค่ะ ที่มีคนยืนอยู่คือที่ซื้อโอมาโมริ (เครื่องราง) ถัดไปทางขวามือของท่านที่เห็นมีโต๊ะตั้งกล่องวางนั่นคือโอมิกุจิ (เซียมซี) ค่ะ
* ที่ถ่ายแต่ภาพบริเวณด้านนอกเพราะพวกเดี๊ยนไม่ได้เสียตังเข้าไปชมด้านในค่ะ แอบเสียดายนิดหน่อย แต่เนื่องจากลูกทัวร์ไม่มีความสนใจในการเที่ยววัดซักเท่าไหร่นัก (ชอบไปแหล่งธรรมชาติกันมากกว่า) + ถ่ายรูปกันเพลินเวลาหมด ก็เลยเดินเล่นแต่ข้างนอก ใครอยากชมด้านในก็ไปเที่ยวเองนะเคอะ เหอๆๆๆ *
นั่นแหละค่ะ ทั้งวัดและศาลเจ้าตั้อยู่ในกระจุกเดียวกัน ก็ใช้เวลาตรงนั้นได้เกือบทั้งวันสบายแฮ...
ตกเที่ยง... หิวสิคะ
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่เดี๊ยนแนะนำให้ลงป้ายนิกโกโทโชกูค่ะ โดยเฉพาะผู้ที่มาถึงนิกโกก่อนเที่ยง ท่านอาจเดินเล่นไม่ที่รินโนจิ ก็ที่นิกโกโทโชกูก่อน แล้วเดินลัดไปทางที่มีร้านกาแฟ หรือร้านอาหาร ตรงดิ่งลงบันไดเลียบเขา ผ่านลานจอดรถ แล้วท่านจะได้พบร้านอาหาร 3 ร้านในบริเวณเดียวกัน มีร้านอาหารฝรั่งเศส ร้านอาหารญี่ปุ่น และร้านอาหารตะวันตก สำหรับเดี๊ยนไปลิ้มลองร้านอาหารตะวันตกที่ชื่อ "เมจิยากาตะ" มาค่ะ บริเวณนั้นวิวสวยสุดๆ กินเสร้จถ่ายรูปเล่นไปหลายใบ เที่ยวกันแบบชิลๆ จริงๆ แถมอาหารก็อร่อย ดูเป็นร้านไฮโซมั่กๆ (ราคาแพงพอประมาณ... กรุณาอย่าเทียบกับราคาของเมืองไทยค่ะ ถือเป็นราคาระดับกลางๆ ค่อนไปทางไม่แพงของคนญี่ปุ่น) พนักงานร้านน่ารักมั่กๆ อยากได้ชุดเมดคุณเธอกลับบ้านสุดๆ โฮกกกก
ที่เดี๊ยนรู้จักร้านนี้ได้ก็เพราะความช่วยเหลือของชายใจดีชาวนิกโกคนหนึ่ง เรื่องมีอยู่ว่า เดี๊ยนจะไปร้านอาหารที่ชื่อ "คนโด" ค่ะ ร้านนี้มีแนะนำอยู่ในเว็บไซต์ของโทบุ เป็นร้านออกแนวอาหารในครัวเรือน (ของโปรด) ร้านดีไซน์แบบเป็นบ้านสไตล์ญี่ปุ่น ท่ามกลางความเขียวขจีของต้นไม้ ที่สำคัญตอนกลางวันมี "โอมาคาเสะลันจิ" (อาหารกลางวันที่ร้านจัดให้เอง) หัวละ 1000 เยน และเป็นร้านที่ไม่มีในไกด์บุ๊คเล่มไหน โทบุโฆษณาให้เอง เดี๊ยนเลยคิดว่าน่าจะเป็นของดีที่ไม่มีใครรู้ แหงล่ะค่ะ... ถามใครแถวนั้น หรือแม้แต่พนักงานขับรถบัสก็ยังไม่รู้จักเลย เดี๊ยนรู้แต่ไม่ไกลจากป้ายซันโด (ป้ายก่อนถึงนิกโกฟุตาราซันจินจะมาเอะ)
เดี๊ยนพาลูกทัวร์ไปหยุดยืนที่ป้ายซันโด เหลียวซ้าย แลขวา ไปทางไหนดีหว่า... ในที่สุดก็เดินไปถามคุณลุงคนหนึ่งว่าร้านนี้ไปทางไหน คุณลุงคนนั้นใจดีมากกกกกก โทรหาร้านคนโดให้ ถามไปถามมาปรากฏว่าเดี๋ยวนี้นักท่องเที่ยวรู้จักมากขึ้น ร้านเป้นร้านเล็กๆ ถ้าจะมาต้องจอง คุณลุงก็ต่อรองว่า แต่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เขารู้จักร้านทางอินเตอร์เน็ต ช่วยหน่อยไม่ได้เหรอ 6 คนเอง สุดท้ายก็... ไม่ได้ค่ะ
เดี๊ยนถึงกับอึ้งกิมกี่ ที่อึ้งนี่ก็เพราะคุณลุงใจดีเกินไป ติดต่อให้ขนาดนี้ (แถมยังเอามือถือของฮีโทรให้เองอีกต่างหาก) สุดท้ายจึงรู้ว่า... ลูกชายของคุณลุง กับลูกสาวของเจ้าของร้านเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนกัน เลยรู้จักกันซะงั้น เดี๊ยนเลยถามต่อว่า ถ้างั้นแถวนี้มีร้านอร่อยๆ แนะนำมั้ย คุณลุงเลยแนะนำร้าน "เมจิยากาตะ" นี้ให้ ถึงจะไกลจากป้ายซันโด แต่คุณลุงให้เหตุผลว่า นิกโกนักท่องเที่ยวเยอะ ร้านอร่อยๆ ไม่ค่อยมีหรอก ส่วนใหญ่ตั้งขึ้นมารองรับนักท่องเที่ยว รสชาติเลยทำมะด๊า... ธรรมดา อุตส่าห์มาจากเมืองไทย น่าจะได้กินอะไรอร่อยๆ มากกว่า แม้แต่ร้านคนโดที่เดี๊ยนหาข้อมูลมา ก็มีจุดเด่นแค่เป็นอาหารแบบในบ้านของญี่ปุ่นเท่านั้น
ว่าแล้วคุณลุงก็ขับรถไปส่งพวกเราถึงร้านอาหาร พวกเดี๊ยนรู้สึกซาบซึ้งน้ำใจสุดๆ เพิ่งเจอคนขับรถบัสกวนโอ๊ยไปหมาดๆ มาเจอคุณลุงใจดีเกินคาด พวกเดี๊ยนมีตั้ง 6 คน คุณลุงต้องขับรถวนถึง 2 ครั้ง พอถามชื่อลุงก็ไม่บอก แต่ตอบกลับมาว่า "แล้วมานิกโกบ่อยๆ นะ" แทน โอ้วววว สุดยอดเลยค่ะ นี่แหละผู้สนับสนุนการท่องเที่ยวแห่งนิกโกอย่างแท้จริง
ร้านอยู่ไกลจากป้ายซันโดก็จริง แต่อยู่ใกล้รินโนจิและนิกโกโทโชกูแบบเดินถึง เดี๊ยนจึงขอแนะนำให้เดินที่ใดที่หนึ่งก่อน แวะกินข้าวเที่ยง แล้วค่อยมาเดินอีก 2 ที่ต่อค่ะ จากนั้นก็ขึ้นรถบัสมุ่งหน้าไปยังสถานี แต่อ๊ะๆ ระหว่างทางยังไม่หมดค่ะ อย่านั่งเลยจนสุดสายนะคะ เพราะก่อนถึงสถานีเราจะไปต่อที่สะพานชิงเคียว
ท่านที่เคยเห็นสะพานชิงเคียวในรูปถ่ายตามหนังสือก็ดี หรืออินเตอร์เน็ตก็ดี คงคาดหวังว่าต้องเป็นสะพานไม้ดีแดงทอดยาวเหนือแม่น้ำท่ามกลางแมกไม้ดูสงบร่มรื่น... เอ๊ะ รึจะมีเดี๊ยนคาดหวังอยู่คนเดียว 555+ อยากจะบอกว่า หากท่านคาดหวังอย่างเดี๊ยน ทิ้งมันไปเลยค่ะ ถ้าถามว่าถ่ายรูปสวยมั้ย... รูปออกมาสวยมว้ากกกก แต่ของจริงเป็นสะพานไม้สีแดงที่อยู่ติดถนนมีรถแล่นขวักไขว่ แถมเล็กเกินความคาดหวัง T^T เดี๊ยนรู้สึกแบบเดียวกับตอนไปไหว้หลวงพ่อโตที่คามาคุระเด๊ะๆ หลวงพ่อโตองค์เล็กกว่าที่คิดไว้ตอนเห็นในรูปถ่ายมากๆ (ท่าทางเดี๊ยนเป็นพวกคาดหวังสูงกับการเที่ยว 555)
กว่าจะถ่ายรูปจนหนำใจที่ชิงเคียวก็บ่ายแก่ๆ แหละค่ะ นั่งรถบัสจากชิงเคียวกลับสถานีได้เลย แต่...
วันนั้นพวกเดี๊ยนคงโชคไม่ดี รถมากี่คันๆ ก็เต็มหมด ขึ้นไม่ได้ สุดท้ายเลยต้องเดินกลับสถานีกันค่ะ จากชิงเคียวกลับสถานี เป็นระยะทาง 1.7 กิโลเมตรค่ะ เดินซัก 15 นาทีได้ อากาศเย็นสบาย ระหว่างทางรถบัสที่ผ่านไปดันว่างซะอีก เจ็บใจ... ฮึ่ม (ทำไมต้องมาว่างตอนที่ตัดสินใจเดินกันแล้วเนี่ย) นักท่องเที่ยวชาวไทยอีกกรุ๊ปที่รอรถอยู่ด้วยกันหันมาโปกมือให้จากบนรถอีกต่างหาก แต่สุดท้าย... ก็รู้สึกดีที่ได้เดินค่ะ ชมนกชมไม้ ชมบ้านเรือนไปเรื่อยๆ นี่แหละ ฉันได้มาถึงนิกโกแล้ว ฮุฮุฮุ ดอกไม้กำลังบานสวย ตึกแถวน่ารัก หรือแม้แต่ที่ว่าการอำเภอของนิกโกก็ยังดูเหมือนวัด แต่สีขาวๆ หลังคาน้ำเงินอมเทา ทัวร์เดี๊ยนคงเป็นทัวร์ประหลาด ชอบไป ชอบประทับใจกับอะไรที่นักท่องเที่ยวคนอื่นเขาไม่ได้สนใจกัน
แถมให้หน่อย... ก้อนหินโตโตโรบนโคนต้นกุหลาบหน้าบ้านคนที่เดินผ่าน นี่ถ้าไม่เดินก็ไม่ได้พานพบกันหรอกเนอะ น่าร้ากกกก
และแล้วเมื่อมาถึงสถานี... ก็เกิดเรื่องอีกอย่างที่เล่าในตอนที่แล้วนั่นแหละค่า ฮุฮุฮุ
ถึงจะตั้งหัวข้อว่าหนึ่งวันในนิกโก แต่จริงๆ แล้วยังมีอีกหนึ่งวันนะคะ ในนิกโกเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ตัวเมืองนิกโกค่ะ ยกไปเล่าเอ็นทรีต่อไปดีกว่า + ด้วยเรื่องรสบัสเจ้าปัญหาของญี่ปุ่นโด้ยยย (จริงๆ อยากเล่าเอ็นทรีนี้ แต่มันชักจะยาวไปแระ เอ็นทรีหน้าไม่มีเกี่ยวกับบัส แต่ขอจัดไว้ด้วยกันแล้วกันค่ะ ^^;)




