วันนี้ไปทำงานที่ศรีสะเกษมาค่ะ
เป็นล่ามให้กับผู้บริจาคเงินสร้างอาคารเรียนให้กับเด็กๆ
เริ่มต้นด้วยสุนทรพจน์กึ่งรายงานของคนสำคัญต่างๆ และตามด้วยสุนทรพจน์ของทางญี่ปุ่น
ไม่อยากจะบอกเลยว่า... น้ำตาปริ่ม...
มูลนิธิของทางญี่ปุ่นพูดได้จับใจมาก เรื่องความฝัน สันติภาพ และความรัก
ทั้งที่เนื้อหาสุดแสนจะธรรมดา แต่มันไปสะกิดส่วนไหนในใจเดี๊ยนมิทราบได้ กลั้นน้ำตาแทบตาย
ประทับใจใจความหนึ่งว่า (เดี๊ยนจำได้ไม่เป๊ะหรอกนะคะ จับใจความประมาณนี้)
"คุณจอน เลนนอนร้องเพลงเพื่อความรักและสันติภาพ แม้ว่าในโลกนี้จะมีคนที่ไม่ได้คิดอย่างเขาก็ตาม แต่เขาก็ยังคงร้องต่อไป ท่ามกลางสังคมที่มีการเข่นฆ่าแย่งชิงกัน"
มีอีกหลายประโยคค่ะ แต่ด้วยความเหนื่อย เดี๊ยนนึกไม่ออกตอนนี้
รู้แต่ว่าเป็นสุนทรพจน์ที่แม้จะไม่ได้มีถ้อยคำสวยหรูมากมาย แต่รู้สึกจริงใจ และสัมผัสได้ด้วยใจจริงๆ
จากนั้นก็มีพิธีเปิดตึกเรียน และการแสดงของเด็กนักเรียน ตามด้วยการแสดงของนักร้องชื่อดังจากญี่ปุ่น (แต่เดี๊ยนไม่รู้จัก เคยแต่เห็นหน้าทางทีวีตอนอยู่ญี่ปุ่นง่ะ จำชื่อไม่ได้... เสียดายจริงๆ อุตส่าห์ได้ล่ามให้ =_=")
ขณะที่ทางมูลนิธิญี่ปุ่นทำกิจกรรมต่าง มากมายกับเด็ก เดี๊ยนก็ได้มีโอกาสคุยกับครูใหญ่ (จริงๆ แล้วฟังอย่างเดียวมากกว่า แหะๆ)
ครูใหญ่พูดถึงงบประมาณพัฒนาครูในระดับอนุบาลของเขตค่ะ
รันทดมาก
ปีละ 200 บาทต่อโรงเรียน (เอาไปทำอะไรได้คะ?) แต่ระบุไว้อย่างสวยหรูว่า "ใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของทางราชการ"
แม่เจ้า!!! สองร้อย... ค่ารถเพื่อส่งครูไปอบรมในกรุงเทพยังแพงกว่าอีก!!!
ครูใหญ่เล่าว่า ครูอนุบาลที่นี่ใจถึงทีเดียว เพื่อพัฒนาเด็กๆ ยอมควักเนื้อ ออกเงินเองทุกอย่าง
มิตรรักแฟนบล๊อกคะ... โรงเรียนที่เดี๊ยนไปมาวันนี้... เด็กหลายๆ คนยังเดินเท้าเปล่ากลางแจ้งกันอยู่เลย เด็กส่วนใหญ่ชอบกิจกรรมรำไทย เพราะจะได้มีโอกาสแต่งกายสวยๆ แถมเปิดภาคเรียนยังไม่ตรงกับโรงเรียนทั่วไป เพราะต้องหยุดให้เด็กไปช่วยพ่อแม่ทำนา และตัดอ้อยขาย (เด็กสมัยก่อนไม่ได้เข้าโรงเรียนเพราะสาเหตุนี้)
ไม่ต้องจินตนาการเงินเดือนของครูเลยค่ะ ขนาดโรงเรียนในกรุงเทพก็ว่าน้อยแล้ว ในยุคสมัยที่ต้องกระเบียดกระเสียรค่าครองชีพเพราะพิษเศรษฐกิจ
นับถือน้ำใจครูอนุบาลที่นี่จริงๆ
ครูใหญ่บ่นให้ฟังว่า เนื่องจากงบน้อยปานฉะนี้ จึงต้องใช้วิธีแชร์ชม้อย... เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ต้องนำเงินของทุกโรงเรียนในเขตมารวมกัน แล้วเปิดการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของครูอนุบาล
ที่เน้นเด็กอนุบาลก็เพราะเด็กวัยนี้เป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนามากที่สุด เรียนรู้และจดจำได้ดีที่สุด จึงน่าเสียดายมากหากไม่ได้รับการพัฒนาด้วยระบบการศึกษาที่ดีเพียงเพราะเด็กๆ ขาดโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
อนาคตที่ดีมันต้องเริ่มจากพื้นฐานที่ดีนี่คะ
เด็กๆ ที่ศรีสะเกษน่ารักมากค่ะ มองตาก็รู้ว่าฉลาด ตากลมป๊องดำขลับมีชีวิตชีวา ฉายแววอยากรู้อยากเห็น น่าเอ็นดู แถมขึ้นชื่อว่าเด็กแดนดินถิ่นอีสาน ความทรหดอดทนเป็นเยี่ยม... เยี่ยมจริงๆ ค่ะ ครูคนหนึ่งยกตัวอย่างให้ฟังว่า เจ้าเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกนายหนึ่งโดนบอลหล่นใส่หัวอย่างแรงเลือดอาบยังไม่ร้องซักแอะ ไม่บอกครูด้วย (จริงๆ เล่าให้ฟังหลายคน แต่เดี๊ยนดันจำได้แค่คนเดียว)
เด็กๆ ที่นี่มีความพยายามมาก นั่นอาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีสิ่งยั่วยุเหมือนอย่างในเมือง เด็กจึงมีเวลาได้ทำแต่กิจกรรมดีๆ เช่นกีฬา และดนตรี มีแรงผลักดันให้ฝึกฝนในสิ่งที่ตัวเองรักและสนุกกับมัน น้องๆ เล่นดนตรีเก่ง ฟ้อนรำเก่ง อย่างกับมืออาชีพแน่ะ แถมเวลาได้ดูได้ฟัง เห็นจิตวิญญาณของศิลปินที่ถ่ายทอดบทเพลงนั้นฉายออกมาทางสีหน้าและแววตาจนเดี๊ยนว่าเด็กกรุงเทพหลายๆ คนยังต้องอาย
น่าสนับสนุนมั้ยล่ะคะ ชิมิ ชิมิ... เสียดาย รัฐบาลไทยมองข้ามการศึกษาของเด็กเล็กในชนบทเรื่อยเลย บางท้องถิ่นกว่าเด็กจะได้เข้าโรงเรียนก็ตัวโตเสียงแตก แถมยังไม่ได้เรียนตามลำดับขั้นให้ความรู้มันปึ้กๆ อีก (ท่านที่คิดอย่างสุดโต่งว่าความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนอย่าเพิ่งเถียงอะไรเดี๊ยน เพราะเดี๊ยนกำลังพูดถึงภาพรวมทั้งหมด และโอกาสการเข้ารับการศึกษาของเด็ก ไม่ใช่ประเด็นการเรียนการสอนในห้องเรียน)
พูดถึงรัฐบาล ทำให้เดี๊ยนอดเจ็บใจไม่ได้
เจ็บใจมั้ยล่ะคะ ที่แผ่นดินแห่งนี้คือประเทศไทย ประเทศของเราแท้ๆ แต่กลับต้องให้ต่างชาติยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ในขณะที่คนในชาติเดียวกันที่เหลือกินเหลือใช้หลายๆ คนกลับไม่เคยเหลียวแล หรือไม่ก็แค่บริจาคไปงั้นๆ เพื่อเสริมอำนาจวาสนาบารมีในวงสังคมของตนเอง ไม่ใช่การช่วยเหลือจากหัวใจที่ต้องการให้ชาติไทยพัฒนา หนำซ้ำไอ้ที่รวยบางคนดันมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนยากจนภายในชาติ ทำนาบนหลังชาวนา โกงกินชาติบ้านเมือง ถามหน่อยเถอะค่ะ... ทำไปได้ยังไง เวลาออกหาเสียงไปเจอชาวบ้าน ตาสีตาสา ตาดำๆ ที่ยากไร้ ไม่รู้สึกกระดากใจบ้างเลยเหรอ ทำไมถึงทำกันลง เหมือนไปแย่งข้าวของคนไม่มีจะกินเพื่อเลี้ยงหมาตัวอ้วนในบ้านของตัวเอง
คิดแล้วฉุน... อย่าให้เดี๊ยนมีเงินซักสิบล้านนะ ต่อให้ต้องหมดไปเก้าล้านเพื่อชาติเดี๊ยนก็ยอมให้ได้โดยไม่เสียดายเลยล่ะ (ขอเก็บไว้ให้ลูกหลานซักล้าน) อย่างน้อยก็ดีกว่าคนที่อุตส่าห์มีโอกาสทำงานเพื่อชาติแล้วรวยเอาๆ แต่คนในชาติจนลงๆ (ทำเพื่อชาติแน่เหรอ?)
เริ่มเลยเถิด...
สิ่งที่เดี๊ยนอยากจะถามแทนเด็กๆ ก็คือ... จะมีซักวันไหม ที่การศึกษาของเด็กๆ ในเมืองไทยทุกหย่อมหญ้าจะได้รับการพัฒนาโดยไม่ต้องอาศัยเงินบริจาค... อย่างน้อยก็จากชาวต่างชาติ
หากมีวันนั้นจริงล่ะก็ เดี๊ยนก็คงจะสบายใจที่เด็กไทยไม่ว่ายากดีมีจนจะได้เข้าโรงเรียนอย่างทั่วถึง
หากทุกคนหวังแต่เงินบริจาค... คิดดูสิคะว่าถ้าซักวันไม่มีเงินสนับสนุนก้อนนั้น การศึกษาของเด็กๆ ในชนบทคงจะตกอยู่ในยุคมืดทันที
จงพยายามทำให้ระบบและการพึ่งพาตนเองในท้องถิ่น หรือแม้แต่ในประเทศของตนมาเป็นพื้นฐาน อย่าเคยชินกับการได้รับจนความช่วยเหลือของคนอื่นกลายมาเป็นพื้นฐาน
ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
จมูกคนอื่นใช้หายใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น
ครูและนักเรียนในศรีสะเกษที่เดี๊ยนได้ไปพบในวันนี้ก็คงคิดเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะซาบซึ้งในน้ำใจของมูลนิธิญี่ปุ่นสักเพียงไหนก็ตาม
มาถึงบรรทัดนี้ เดี๊ยนยิ่งนับถือในสปิริตของครูอนุบาลเหล่านั้นจริงๆ ค่ะ
เฮ้อออออ... ชักอยากเป็นนายก




