2007/Nov/06

วันนี้ไปทำงานที่ศรีสะเกษมาค่ะ

เป็นล่ามให้กับผู้บริจาคเงินสร้างอาคารเรียนให้กับเด็กๆ

เริ่มต้นด้วยสุนทรพจน์กึ่งรายงานของคนสำคัญต่างๆ และตามด้วยสุนทรพจน์ของทางญี่ปุ่น

ไม่อยากจะบอกเลยว่า... น้ำตาปริ่ม...

มูลนิธิของทางญี่ปุ่นพูดได้จับใจมาก เรื่องความฝัน สันติภาพ และความรัก

ทั้งที่เนื้อหาสุดแสนจะธรรมดา แต่มันไปสะกิดส่วนไหนในใจเดี๊ยนมิทราบได้ กลั้นน้ำตาแทบตาย

ประทับใจใจความหนึ่งว่า (เดี๊ยนจำได้ไม่เป๊ะหรอกนะคะ จับใจความประมาณนี้)

"คุณจอน เลนนอนร้องเพลงเพื่อความรักและสันติภาพ แม้ว่าในโลกนี้จะมีคนที่ไม่ได้คิดอย่างเขาก็ตาม แต่เขาก็ยังคงร้องต่อไป ท่ามกลางสังคมที่มีการเข่นฆ่าแย่งชิงกัน"

มีอีกหลายประโยคค่ะ แต่ด้วยความเหนื่อย เดี๊ยนนึกไม่ออกตอนนี้

รู้แต่ว่าเป็นสุนทรพจน์ที่แม้จะไม่ได้มีถ้อยคำสวยหรูมากมาย แต่รู้สึกจริงใจ และสัมผัสได้ด้วยใจจริงๆ

จากนั้นก็มีพิธีเปิดตึกเรียน และการแสดงของเด็กนักเรียน ตามด้วยการแสดงของนักร้องชื่อดังจากญี่ปุ่น (แต่เดี๊ยนไม่รู้จัก เคยแต่เห็นหน้าทางทีวีตอนอยู่ญี่ปุ่นง่ะ จำชื่อไม่ได้... เสียดายจริงๆ อุตส่าห์ได้ล่ามให้ =_=")

ขณะที่ทางมูลนิธิญี่ปุ่นทำกิจกรรมต่าง มากมายกับเด็ก เดี๊ยนก็ได้มีโอกาสคุยกับครูใหญ่ (จริงๆ แล้วฟังอย่างเดียวมากกว่า แหะๆ)

ครูใหญ่พูดถึงงบประมาณพัฒนาครูในระดับอนุบาลของเขตค่ะ

รันทดมาก

ปีละ 200 บาทต่อโรงเรียน (เอาไปทำอะไรได้คะ?) แต่ระบุไว้อย่างสวยหรูว่า "ใช้เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของทางราชการ"

แม่เจ้า!!! สองร้อย... ค่ารถเพื่อส่งครูไปอบรมในกรุงเทพยังแพงกว่าอีก!!!

ครูใหญ่เล่าว่า ครูอนุบาลที่นี่ใจถึงทีเดียว เพื่อพัฒนาเด็กๆ ยอมควักเนื้อ ออกเงินเองทุกอย่าง

มิตรรักแฟนบล๊อกคะ... โรงเรียนที่เดี๊ยนไปมาวันนี้... เด็กหลายๆ คนยังเดินเท้าเปล่ากลางแจ้งกันอยู่เลย เด็กส่วนใหญ่ชอบกิจกรรมรำไทย เพราะจะได้มีโอกาสแต่งกายสวยๆ แถมเปิดภาคเรียนยังไม่ตรงกับโรงเรียนทั่วไป เพราะต้องหยุดให้เด็กไปช่วยพ่อแม่ทำนา และตัดอ้อยขาย (เด็กสมัยก่อนไม่ได้เข้าโรงเรียนเพราะสาเหตุนี้)

ไม่ต้องจินตนาการเงินเดือนของครูเลยค่ะ ขนาดโรงเรียนในกรุงเทพก็ว่าน้อยแล้ว ในยุคสมัยที่ต้องกระเบียดกระเสียรค่าครองชีพเพราะพิษเศรษฐกิจ

นับถือน้ำใจครูอนุบาลที่นี่จริงๆ

ครูใหญ่บ่นให้ฟังว่า เนื่องจากงบน้อยปานฉะนี้ จึงต้องใช้วิธีแชร์ชม้อย... เอ๊ย ไม่ใช่ค่ะ ต้องนำเงินของทุกโรงเรียนในเขตมารวมกัน แล้วเปิดการอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพของครูอนุบาล

ที่เน้นเด็กอนุบาลก็เพราะเด็กวัยนี้เป็นช่วงที่สมองกำลังพัฒนามากที่สุด เรียนรู้และจดจำได้ดีที่สุด จึงน่าเสียดายมากหากไม่ได้รับการพัฒนาด้วยระบบการศึกษาที่ดีเพียงเพราะเด็กๆ ขาดโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

อนาคตที่ดีมันต้องเริ่มจากพื้นฐานที่ดีนี่คะ

เด็กๆ ที่ศรีสะเกษน่ารักมากค่ะ มองตาก็รู้ว่าฉลาด ตากลมป๊องดำขลับมีชีวิตชีวา ฉายแววอยากรู้อยากเห็น น่าเอ็นดู แถมขึ้นชื่อว่าเด็กแดนดินถิ่นอีสาน ความทรหดอดทนเป็นเยี่ยม... เยี่ยมจริงๆ ค่ะ ครูคนหนึ่งยกตัวอย่างให้ฟังว่า เจ้าเด็กน้อยตัวกะเปี๊ยกนายหนึ่งโดนบอลหล่นใส่หัวอย่างแรงเลือดอาบยังไม่ร้องซักแอะ ไม่บอกครูด้วย (จริงๆ เล่าให้ฟังหลายคน แต่เดี๊ยนดันจำได้แค่คนเดียว)

เด็กๆ ที่นี่มีความพยายามมาก นั่นอาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีสิ่งยั่วยุเหมือนอย่างในเมือง เด็กจึงมีเวลาได้ทำแต่กิจกรรมดีๆ เช่นกีฬา และดนตรี มีแรงผลักดันให้ฝึกฝนในสิ่งที่ตัวเองรักและสนุกกับมัน น้องๆ เล่นดนตรีเก่ง ฟ้อนรำเก่ง อย่างกับมืออาชีพแน่ะ แถมเวลาได้ดูได้ฟัง เห็นจิตวิญญาณของศิลปินที่ถ่ายทอดบทเพลงนั้นฉายออกมาทางสีหน้าและแววตาจนเดี๊ยนว่าเด็กกรุงเทพหลายๆ คนยังต้องอาย

น่าสนับสนุนมั้ยล่ะคะ ชิมิ ชิมิ... เสียดาย รัฐบาลไทยมองข้ามการศึกษาของเด็กเล็กในชนบทเรื่อยเลย บางท้องถิ่นกว่าเด็กจะได้เข้าโรงเรียนก็ตัวโตเสียงแตก แถมยังไม่ได้เรียนตามลำดับขั้นให้ความรู้มันปึ้กๆ อีก (ท่านที่คิดอย่างสุดโต่งว่าความรู้ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนอย่าเพิ่งเถียงอะไรเดี๊ยน เพราะเดี๊ยนกำลังพูดถึงภาพรวมทั้งหมด และโอกาสการเข้ารับการศึกษาของเด็ก ไม่ใช่ประเด็นการเรียนการสอนในห้องเรียน)

พูดถึงรัฐบาล ทำให้เดี๊ยนอดเจ็บใจไม่ได้

เจ็บใจมั้ยล่ะคะ ที่แผ่นดินแห่งนี้คือประเทศไทย ประเทศของเราแท้ๆ แต่กลับต้องให้ต่างชาติยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ในขณะที่คนในชาติเดียวกันที่เหลือกินเหลือใช้หลายๆ คนกลับไม่เคยเหลียวแล หรือไม่ก็แค่บริจาคไปงั้นๆ เพื่อเสริมอำนาจวาสนาบารมีในวงสังคมของตนเอง ไม่ใช่การช่วยเหลือจากหัวใจที่ต้องการให้ชาติไทยพัฒนา หนำซ้ำไอ้ที่รวยบางคนดันมาจากน้ำพักน้ำแรงของคนยากจนภายในชาติ ทำนาบนหลังชาวนา โกงกินชาติบ้านเมือง ถามหน่อยเถอะค่ะ... ทำไปได้ยังไง เวลาออกหาเสียงไปเจอชาวบ้าน ตาสีตาสา ตาดำๆ ที่ยากไร้ ไม่รู้สึกกระดากใจบ้างเลยเหรอ ทำไมถึงทำกันลง เหมือนไปแย่งข้าวของคนไม่มีจะกินเพื่อเลี้ยงหมาตัวอ้วนในบ้านของตัวเอง

คิดแล้วฉุน... อย่าให้เดี๊ยนมีเงินซักสิบล้านนะ ต่อให้ต้องหมดไปเก้าล้านเพื่อชาติเดี๊ยนก็ยอมให้ได้โดยไม่เสียดายเลยล่ะ (ขอเก็บไว้ให้ลูกหลานซักล้าน) อย่างน้อยก็ดีกว่าคนที่อุตส่าห์มีโอกาสทำงานเพื่อชาติแล้วรวยเอาๆ แต่คนในชาติจนลงๆ (ทำเพื่อชาติแน่เหรอ?)

เริ่มเลยเถิด...

สิ่งที่เดี๊ยนอยากจะถามแทนเด็กๆ ก็คือ... จะมีซักวันไหม ที่การศึกษาของเด็กๆ ในเมืองไทยทุกหย่อมหญ้าจะได้รับการพัฒนาโดยไม่ต้องอาศัยเงินบริจาค... อย่างน้อยก็จากชาวต่างชาติ

หากมีวันนั้นจริงล่ะก็ เดี๊ยนก็คงจะสบายใจที่เด็กไทยไม่ว่ายากดีมีจนจะได้เข้าโรงเรียนอย่างทั่วถึง

หากทุกคนหวังแต่เงินบริจาค... คิดดูสิคะว่าถ้าซักวันไม่มีเงินสนับสนุนก้อนนั้น การศึกษาของเด็กๆ ในชนบทคงจะตกอยู่ในยุคมืดทันที

จงพยายามทำให้ระบบและการพึ่งพาตนเองในท้องถิ่น หรือแม้แต่ในประเทศของตนมาเป็นพื้นฐาน อย่าเคยชินกับการได้รับจนความช่วยเหลือของคนอื่นกลายมาเป็นพื้นฐาน

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

จมูกคนอื่นใช้หายใจได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น

ครูและนักเรียนในศรีสะเกษที่เดี๊ยนได้ไปพบในวันนี้ก็คงคิดเช่นเดียวกัน ถึงแม้จะซาบซึ้งในน้ำใจของมูลนิธิญี่ปุ่นสักเพียงไหนก็ตาม

มาถึงบรรทัดนี้ เดี๊ยนยิ่งนับถือในสปิริตของครูอนุบาลเหล่านั้นจริงๆ ค่ะ

เฮ้อออออ... ชักอยากเป็นนายก

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
Captcha: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
มิลก็อยากทำประโยชน์ให้สังคมแบบนั้นเหมือนกันนะคะ แต่ภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยแข็งอ่าค่ะ

อ่านแล้วปลื้มจับใจค่ะ
อ่า ประเทศไทยไชโย อ่ะ -*- งบประมาณ กว่าจะเดินทางไปถึงมันผ่านหลายที่ เหอะๆๆ
#2  by  『才鬼-サイキ-』 At 2007-11-07 02:04, 
งบประมาณแผ่นดินเกินกว่าครึ่ง หายเข้ากระเป๋าใครบ้างคนที่มันหน้าด้านหน้าทน ชั่วระดับนรกยังเรียกพ่อ นี่แหละประเทศไทยอำนาจอยู่ในมือของสวะรกแผ่นดิน(ขออภัยที่หยาบคาย)

ปล. ถึงเป็นนายกก็ทำอะไรไม่ได้หรอก ถ้าอยากแก้ไขประเทศไทย มีแค่เงินทุนกับอำนาจก็พอ ไม่ต้องเป็นนายกก็ได้
#3  by  Ariesnoah (125.24.96.152) At 2007-11-07 09:27, 
ประเทศไทยก็เงี้ย
ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับจิตสำนึกฮับ
question
#4  by  [[[Am@giN]]] At 2007-11-07 09:51, 
อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษาและการพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์จริงๆครับ
#5  by  @ri At 2007-11-07 12:34, 
ได้อ่านแล้วรู้สึกว่าจะมีใครบ้างไหมที่จะจริงใจในการพัฒนาประเทศชาติบ้าง พวกนักการเมืองก็พึ่งพาไม่ได้ เราทำงานในสภาก็พอที่จะเห็นแล้วรู้สึกว่าคนพวกนี้ไม่ได้จริงใจกับการทำอะไรเพื่อชาติบ้านเมืองเท่าไร ทุกคนก็มุ่งที่จะดูแลผลประโยชน์ของตัวเองทั้งนั้นจริงๆ ประชาชนก็ต้องพึ่งกันเองแก้ปัญหากันเอง พวกผู้ใหญ่ในบ้านเมืองไม่เคยสนใจหรอก ถึงแม้จะร้องเรียนยังไงก็ไม่ได้รับความช่วยเเหลือ รู้สึกสงสารประเทศชาติเเหมือนกัน เพราะขนาดเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติภาครัฐยังไม่สนใจเลย แล้วอย่างนี้ประเทศเราในอนาคตจะเป็นยังไงกันน่ะ กลุ้มจริงๆ
#6  by  earth At 2007-11-07 15:21, 
งบประมาณ 200 บาท? โอ้ ไม่อยากจะเชื่อเลย เป็นตัวเลขที่ไม่น่าเชื่อจริงๆเลยนะ เคยได้ยินแต่งบประมาณ สิบล้าน หมื่นล้านเวลามีโครงการอะไรต่อมิอะไรทีนึง แต่งบประมาณสำหรับการศึกษาขั้นต้นของอนาคตชาติแค่เลข 3 หลัก =_="

อ่านแล้วนับถือคุณครูอนุบาลเหล่านั้นจริงๆ อืมมม จะมีทางไหนทีร่จะทำให้ดีขึ้นได้บ้างหนอ?

ได้รัฐบาลใหม่แล้วมันจะดีขึ้นมั้ย?
#7  by  reafre At 2007-11-07 15:41, 
อ่านแล้วเศร้าเลยค่ะ
#8  by  (^_^)/nana At 2007-11-07 15:44, 
นายกก็แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าเจอข้าราชการเกียร์ว่างอย่างที่เห็นมาแล้วนะจ๊ะ

อนาถการเมือง ด้านนได้โล่
เปลี่ยนเรื่องใหม่ใช้ตัวแสดงเดิม กินกันเหมือนเดิม - -

นับถือสปิริตทั้งครูและเด็กจริงๆค่ะ - -b

#9  by  W★G At 2007-11-07 19:42, 
พ่อมุกก็ทำงานในโรงเรียนชนบทค่ะ
เมื่อก่อนมุกก็ง้องแง้งนะ...เวลาเห็นพ่อซื้ออะไรดีๆ แล้วมารู้ว่า พ่อซื้อไปให้เด็กใช้...
แต่พอมาเห็นคนในโรงเรียน..ตัวโรงเรียนจริงๆ..และพอเริ่มโตขึ้น ก็เริ่มเข้าใจล่ะค่ะ
ยังเคยคิดอยู่เลยว่าถ้าทำงานมีเงินเยอะๆเมื่อไหร่ หลังจากสนองความสุขตัวเองและพ่อแม่แล้ว จะเอาเงินมาช่วยโรงเรียนเหล่านี้
ขอยืนยันว่า...บุคลากรในโรงเรียนแบบนี้...เค้าใจถึงและแข็งแกร่งจริงๆค่ะ
#10  by  mookie' At 2007-11-07 21:23, 
เห็นด้วยๆopen-mounthed smile
แต่อย่าเป็นนายกเลย พอเป็นแล้วก็จะทำอะไรไม่ได้
ทำจากตรงที่เป็นเรานี่ล่ะ สุดยอดแร้วววdouble wink
#11  by  ~aMe~ At 2007-11-07 23:14, 

<< Home


neorosifix
View full profile