2008/May/09

จะมาบอกกล่าวร่ำลาค่ะ

ว่าเดี๊ยนจำต้องหายหัวไปจากบล๊อกเป็นเวลาอย่างนานสุดก็ 2 เดือน

กองถ่ายอีกแล้ว...

ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลาย... งานคราวนี้ไม่ได้อยู่ฝ่ายดารา ยะฮู่ โห่ฮิ้ววววว

แต่เป็นล่ามให้สไตลิสต์ค่ะ... โอ้วววว ช่างเหมาะกับเดี๊ยนที่ซู้ดดดด จะไปสูบความรู้มาให้หมดเลย 5555

งานนี้รับมากะทันหัน วันนี้เพิ่งไปเยี่ยมกองมา (แต่ยังไม่ได้ทำงานนะคะ) ไปเจอข้อมูลที่มัน...

คุณโปรดิวเซอร์และพี่ทีมงานคนไทยพูดคุยถามนู่นถามนี่เดี๊ยนนิดหน่อยค่ะ คล้ายๆ เป็นการสัมภาษณ์งาน (ก็คงสัมภาษณ์และแต่ไม่เป็นทางการ) พอถามเกี่ยวกับตัวเดี๊ยนเสร็จ ก็เข้ามากระซิบ

คุณโปรดิวเซอร์ "เอ่อ... คือว่า... คนที่คุณต้องทำงานด้วย คือสไตลิสต์ที่อยู่ข้างนอกนั่นแหละครับ คือว่า... ชีเป็นคนที่พูดอะไรตรงๆ"

เดี๊ยน (ตาแป๋ว) "ค่ะ"

คุณโปรดิวเซอร์ "เอ่อ... คือเขาพูดตรงมาก... บางทีก็มากเกินไปน่ะครับ"

เดี๊ยน (ยังตาแป๋วอยู่ แต่จริงๆ เก็ตปัญหาตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว) "ค่ะ"

คุณโปรดิวเซอร์ "ขอให้เข้าใจด้วยนะครับ คือเราทุกคนก็มีปัญหากันทั้งนั้นแหละ ผมเคยบอกล่ามคนก่อนหน้านี้ว่าการเป็นล่ามต้องทำตัวให้เหมือนตุ๊กตา เขาพูดอะไรมาก็ล่ามไป ไม่ต้องไปสนใจว่าคนพูดจะอารมณ์เป็นแบบไหน แค่ล่ามให้เขาเข้าใจกันได้ก็พอ บางทีเขาทำอะไรไม่ได้ดั่งใจก็ไม่เกี่ยวกับเรา เราทำงานดีที่สุดแล้ว ทุกคนเคยโดนกันมาหมดแล้ว จริงๆ ชีไม่มีอะไรหรอก ก็ล่ามไปเถอะ แล้วให้มันจบที่ตรงนั้น ไม่ต้องเอามาคิดต่อ ถ้ามีปัญหาอะไร พวกเราเข้าใจ พยายามเข้านะ บลาๆๆ" (คำพูดไม่ตรงเป๊ะๆ หรอกค่ะ แต่ประมาณนี้)

เดี๊ยน (ยิ้มๆ... ชัดเลยอีแบบนี้ มิน่าล่ะ ติดต่อตรูมากะทันหัน) "ค่ะ จะพยายามค่ะ"

ตบหัวแล้วลูบหลังด้วยคำว่า "ที่ยกมาเนี่ยพูดกันไว้เผื่อกรณีที่แย่ที่สุด จริงๆ ไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้นหรอก"

จะให้เดี๊ยนทำใจไว้ล่วงหน้าล่ะสิ -*-

อืม... ปัญหาก่อนหน้านี้คือคุณป้าสไตลิสต์สินะ สงสัยคงวีนอะไรไว้มากจนล่ามคนก่อนทนไม่ได้ เลยลาออก (รึเปล่า ปะติดปะต่อเอาเอง)

โอ้วววว... ความท้าทายของงานนี้ =.="

เพราะเข้าไปกองถ่ายวันนี้ทำให้เดี๊ยนไม่ได้ไปต่อสู้กับตัวเองโดยการนั่งวิปัสสนาที่วัด แต่ดูเหมือนต่อจากนี้ไป 2 เดือน เดี๊ยนมีบททดสอบใหม่เข้ามาให้เอาชนะใจตัวเองแบบระยะยาวเลยนะนี่... งานนี้ กิน อยู่ หลับ นอนในกองถ่ายแบบไม่มีวันหยุดอีกแล้วครับทั่น

หลังจากพูดคุยกับโปรดิวเซอร์เสร็จ คุณพี่สาวที่ติดต่อกับเดี๊ยน (คนญี่ปุ่น) ก็เข้ามากระซิบกระซาบ

คุณพี่สาว "ต่อจากนี้พยายามเขานะคะ ถ้ามีอะไรลำบากใจล่ะก็ บอกได้ทันทีเลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ เดี๋ยวพวกเราจะจัดการให้เอง"

เดี๊ยน "......................... (ยิ้ม) ค่ะ"

เหงื่อตก

นี่มันอะไรกันนี่

หลังจากออกจากห้องสัมภาษณ์นั้น ก็ได้พูดคุยกับพี่ล่ามที่มาทำแทนคนก่อน พี่บอกว่าได้รับงานมากะทันหันเหมือนกัน แต่ทำให้ได้แค่ 5 วันเท่านั้น (เดี๊ยนเริ่มทำงานวันจันทร์ ไปแทนที่พี่ล่ามคนนี้พอดี)

และก็ได้พูดคุยกับคุณสไตลิสต์คนนั้นอีกนิดหน่อย

ชีก็ต้อนรับขับสู้ ท่าทางใจดี เดี๊ยนเลยออกตัวไปว่า "เรื่องศัพท์เฉพาะหนูไม่โปรเท่าไหร่ มีอะไรก็แนะนำด้วยนะคะ"

ชีก็ตอบเดี๊ยนมาด้วยรอยยิ้มใจดีธุรกิจว่า "จะพยายามสื่อสารให้เข้าใจง่ายที่สุดนะคะ คนไทยดูสนุกสนานเวลาทำงานอยู่แล้ว จากนี้ไปมาทำงานกันอย่างสนุกด้วยกันนะคะ ฝากตัวด้วย..."

นี่เป็นการพบหน้ากันครั้งแรกค่ะ... การเผชิญหน้ากันด้วยรอยยิ้มเป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดาชิมิ ความจริงอันโหดร้ายจะเป็นเช่นไร เดี๊ยนจะได้พบในวันจันทร์ที่จะถึงนี้แล...

ตอนนี้คงทำอะไรไม่ได้ นอกจากเตรียมตัวศึกษาเนื้อหางาน และเตรียมใจใส่อุเบกขาให้เต็มถัง

แต่ก็โชคดีนะคะ คราวนี้ได้ทำงานกับคนไทยที่เคยเจอกันเมื่อเรื่องที่แล้วด้วย พอเปิดประตูเข้าไป หันมาทักทายชื่อเราแล้วรู้สึกใจชื้นจริงๆ

ไม่ลองก็ไม่รู้สินะ

อยากจะรู้เหมือนกันว่า เดี๊ยนจะเอาชนะตัวเองได้มากแค่ไหน... จะทำได้ตลอดรอดฝั่งรึเปล่า

ที่แน่ๆ... งานกองถ่าย... นอกจากอุเบกขา คงต้องเตรียมรักษาปอดให้ดีล่ะค่ะ เพราะทั้งคนเกาหลี และคนญี่ปุ่น สูบบุหรี่กันจัดมั่กๆ... โดยเฉพาะคุณสไตลิสต์คนนั้น (กองนี้มีทั้งเกาหลีและญี่ปุ่นค่ะ ผิดกับกองก่อนหน้านี้ที่มีญี่ปุ่นและฝรั่ง)

ดีท็อกซ์กันขนานใหญ่เลยล่ะทีนี้...

2008/May/06

มาถึงเอ็นทรีสุดท้ายของทริปนี้จนได้... ไชโย่!!!

สนามบินเจ้าเอ๋ย...

ถ้ามีในเอ็กซ์ทีนมีคณะกรรมการคอยตรวจการเขียนคอลัมน์ล่ะก็ เดี๊ยนคงได้รางวัล "ลำดับยอดแย่" เพราะสิ่งที่เดี๊ยนจะเล่าต่อไปนี้ เกิดก่อนและหลังสถานที่ต่อไปที่เดี๊ยนจะกล่าวถึง

ยกแรก... สนามบินสุวรรณภูมิค่ะ

การโหลดกระเป๋า การตรวจคนออกนอกเมือง ทุกอย่างไม่มีปัญหาเลยค่ะ แต่มีเรื่องฮาๆ เล็กน้อย ที่คิดว่าหลายๆ คนที่จะไปเมืองนอก อาจเอาเยี่ยงอย่างได้

คุณป้าเดี๊ยน... ต้มไข่ไป 10 ฟอง พร้อมด้วยน้ำพริกกระปุกเล็กๆ เมื่อกระเป๋าผ่านช่องเอ็กซเรย์ คุณเจ้าหน้าที่ก็เรียกตัวคุณป้าเดี๊ยนไว้

คุณเจ้าหน้าที่ "เอ่อ... (ถามอย่างเกรงอกเกรงใจ) ข้างในมีไข่ใช่รึเปล่าครับ"

คุณป้า "อ้อ... ใช่ค่ะ ไข่ แต่ต้มแล้วนะ ต้มสุกทั้ง 10 ใบเลย คนเฒ่าคนแก่ก็เงี้ยแหละค่ะ ไปเมืองนอกกินอยู่ยาก เลยต้มไข่ไปเผื่อกินอะไรไม่ได้"

แล้วคุณเจ้าหน้าที่ก็ปล่อยคุณป้าไปพร้อมไข่ต้มครบทั้ง 10 ฟอง

ว่าแต่... คุณป้าคะ เมื่อกี้ยังเพิ่งบอกหนูไปหยกๆ ว่า "ป้ายังไม่แก่ ไปเที่ยวญี่ปุ่นแค่นี้สบายมาก"

ยกที่สอง... สนามบินนาริตะ

วันสุดท้ายที่กลับเมืองไทย หลังจากตรวจเอกสารต่างๆ และเดินผ่านจุดตรวจกระเป๋าที่หิ้วขึ้นเครื่อง... อ้าว เอ๊ะ? พี่เขยไม่ผ่าน เกิดอะไรขึ้น ลูกทัวร์พร้อมใจกันกวักมือเรียกเดี๊ยนให้มาคุยกับเจ้าหน้าที่ ก็ถึงได้รู้ว่า พบสิ่งของต้องสงสัยในกระเป๋าเสื้อของพี่เขยเดี๊ยนค่ะ

ของสิ่งนั้นก็คือ... อุปกรณ์กอล์ฟ...

ใครเล่นกอล์ฟคงจะนึกออก มันเป็นแท่งชิ้นเล็กๆ คล้ายมีพับที่มีส่วนปลายเป็นโลหะ สำหรับแซะและปรับพื้นหญ้า แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ทุกคนถามว่านี่คืออะไร

ตอนแรกพี่เขยบอกว่าราคาไม่แพง จะทิ้งไปก็ได้ แต่เดี๊ยนเห็นว่ากว่าจะขึ้นเครื่องก็อีกตั้ง 45 นาที ก็เลยวิ่งออกไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินใหม่อีกรอบ พนักงานก็หยิบสิ่งของเจ้าปัญหานั้นมาพิจารณาอย่างงงๆ แล้วหยิบคู่มือมาพลิกๆๆๆ อย่างเคร่งเครียดเพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งของดังกล่าวสามารถขึ้นเครื่องไปกับพวกเราได้ แล้วก็หยิบกล่องใบใหญ่ (พอๆ กับกล่องเค้กเลยค่ะ) ขึ้นมาใส่เจ้าอุปกรณ์อันเล็กๆ นี่ (ไม่ได้บาลานซ์กันเล้ยยยย) จากนั้นก็ให้เดี๊ยนไปผ่านเครื่องตรวจกระเป๋าใหม่อีกรอบเพื่อแปะสติกเกอร์

แล้วเจ้าเครื่องแต่งหญ้านั่น ก็ได้เดินทางมาเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ

เป็นข้อคิดว่า ไม่ใช่แค่มีดนะคะ แต่อุปกรณ์ที่มีโลหะทั้งหลายซึ่งหากเข้าข่ายของมีคม หรือไม่มีคมแต่ดูแล้วไม่น่าไว้ใจ กรุณาแพ็คให้ดีและเก็บเข้ากระเป๋าเดินทางที่จะโหลดเถอะค่ะ อย่าเอาติดตัวเป็นอันขาด ส่วนของที่เป็นน้ำๆ หรือครีมๆ ทั้งหลาย ใส่ซองพลาสติกที่มีปากเป็นซิปแป๊ก (ไม่รู้ว่าเขาเรียกว่าอะไรอ่ะ) ไว้ จะได้ไม่ต้องทิ้งของค่ะ (ข้อนี้หลายคนคงรู้ดีแหละเนอะ แต่คนที่ไม่ค่อยได้เที่ยวอาจไม่ทันนึกถึง หรือแม้แต่คนเที่ยวบ่อยบางคนก็อาจหลงลืมได้เหมือนกันค่ะ)

 

ทะเลสาบคาวากุจิโคะ... กับฟูจิขี้อาย

วันก่อนวันกลับ เหลือเวลาว่างอีกหนึ่งวันค่ะ พี่สาวเดี๊ยนอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิ จึงคิดแผนตั้งแต่ก่อนมาแล้วว่า จะไปชิสึโอกะ...

แล้ว... ไปไหนดีล่ะในชิสึโอกะ ให้เห็นวิวที่มีฟูจิ... โดยเฉพาะในฤดูที่ไม่รู้ว่าท้องฟ้าจะเป็นใจให้เมื่อไหร่

สุดท้ายก็จองตั๋วชินคันเซ็นไปมิชิมะเพื่อต่อรถไฟท้องถิ่นไปชุเซ็นจินิจิโนะซาโตะซึ่งว่ากันว่ามีสวนดอกไม้หลากหลายประเภท เรียกว่า ไม่เห็นฟูจิแต่เห็นดอกไม้ก็ยังดี

แต่แล้ว... ขณะเดี๊ยนกำลังเดินทางด้วยรถไฟในโตเกียวนั้นเอง ก็เห็นป้ายโฆษณาเทศกาลทุ่งซากุระที่จังหวัดยามานาชิ ภาพในป้ายดึงดูดใจมากค่ะ เพราะเป็นท้องทุ่งสีม่วงสลับชมพู มีฟูจิซันเป็นเงาอยู่ด้านหลัง ปรายตามองวัน ก็พบว่ากว่าจะเลิกก็ตั้งเดือนมิถุนาแน่ะ เราจึงเปลี่ยนแผนจากชุเซ็นจิฯ เป็นยามานาชิแทน

และ... จากเหตุการณ์อินเตอร์เน็ตในเอนทรีที่แล้วนั่นแหละค่ะ ทำให้เดี๊ยนไม่ได้เช็คข้อมูลเกี่ยวกับเทศกาลนี้ให้รอบคอบ (โทษเอาดื้อๆ ก็แหม... เพราะบทสนทนานั่นทำให้เดี๊ยนลืมหมดเลยว่าจะเช็คอะไรต่อ คิดแต่ว่าไปถามนายสถานีเอาก็ได้ โดยหารู้ไม่ว่า... มันมีข้อมูลอื่นที่สำคัญยิ่งกว่าข้อมูลที่จะถามนายสถานีซะอีก!!!)

เรื่องวิธีเดินทางน่ะหรือคะ โฮะๆ ชิลๆ หลงกันเป็นอาจิณอยู่แล้ว แต่...

พวกเดี๊ยนก็พาซื่อค่ะ นั่งรถไฟจากชินจูกุสายจูโอเซ็นตกคิว (เดี๊ยนไม่ได้เขียนผิดค่ะ มันอ่านว่า "ตกคิว" จริงๆ) อาสึสะไคจิเป็นสาย JR เส้นจูโอด่วนพิเศษอาสึสะไคจิ มีชานชาลาเป็นของตัวเอง อยู่คนละชานชาลากับสายจูโอธรรมดานะคะ อย่าขึ้นผิด หากท่านมี JR Rail Pass ก็ขึ้นโลด ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เพิ่มในตอนนี้ ไปลงที่สถานีโอตสึคิ (Otsuki) แล้วต่อรถไฟท้องถิ่นสายฟุจิซันคิวโคเซ็นตกคิว "ฟุจิซันตกคิว"

คนที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่น คงพอจะคุ้นๆ เส้นทางนี้ชิมิเคอะ...

ใช่แล้วค่ะ มันคือเส้นทางเดียวกับที่จะไปฟุจิคิวไฮแลนด์นั่นเอง โฮะๆๆๆ

แต่งานนี้ไม่ได้ไปลงสถานีฟุจิคิวไฮแลนด์นะคะ อย่าเผลอ... ไม่ใช่เห็นรางรถไฟเหาะขนาดมหึมาแล้วคึก กระโดดลงทันทีแบบเดี๊ยน เอ๊ย... ไม่ค่ะ เดี๊ยนไม่ถึงขนาดนั้น แค่หันไปทำตาละห้อยกับคุณป้าที่นั่งข้างๆ แล้วรำพึงรำพันว่า "หนูอยากเล่นอันนั้นง่า..."

สถานีที่จะไปลงอยู่สุดสายค่ะ ชื่อว่าสถานีคาวากุจิโคะ

จริงๆ ระหว่างทางที่นั่งรถไฟสายนี้ สองข้างทางมีซากุระบานยืนต้อนรับอยู่

ถ่ายมาระหว่างทางค่ะ

แง้ๆๆๆ หนูจาลงสถานีนี้ง่า ฮือๆๆๆ

พอไปถึงที่นั่นก็พุ่งเข้าหาพนักงานขายตั๋วทันทีว่าเราอยากไปที่นี่ต่อ ต้องขึ้นรถคันไหน

พนักงานขายตั๋วก็ตอบกลับมาทันใด... "มันยังไม่เปิดเลยอีหนู..."

O.O" จ๋อยเด่วกำลังสอง... อุตส่าห์ดั้นด้นมา น้ำตาแทบไหลพราก... รู้งี้โดดลงตรงสวนสนุกก็ดี

เรื่องของเรื่องก็คือ เพราะเป็นโฆษณาที่เห็นขณะเดินทาง เลยไม่ได้ดูรายละเอียดชัดๆ ว่ามันจัดตั้งแต่วันที่ 25 เมษา (แต่วันนั้นวันที่ 16 เมษา) เดี๊ยนดันมองแค่วันสุดท้าย ด้วยใจนึกว่าป่านนี้ซากุระจะโรยไปหมดรึยัง มากกว่าที่จะสงสัยว่ามันบานรึยัง

และก็ได้เจอคุณพี่คนไทยสามีภรรยาคู่หนึ่งค่ะ ทั้งคู่ตั้งใจว่าจะมาดูภูเขาไฟฟูจิซักครั้งเช่นกัน ก็เลยหาทางไปฟูจิซันระดับ 5 คุยกันนิดหน่อย ก็ได้ความว่าหน้านี้ไม่มีรถบัส ต้องไปรถแท็กซี่ ด้วยความที่ยึดอุดมการณ์แรกเริ่มของพี่สาวเดี๊ยน คือชีอยากเห็นฟูจิซัน ก็เลยคิดว่าดีเหมือนกันนะ ลองไปที่เดียวกับพวกเขาดูดีกว่า เดี๊ยนเลยถามรายละเอียดจากคุณพนักงานอีกรอบ และก็ได้คำตอบ "นั่นก็ยังปิดอยู่ล่ะจ้า"

=_=" มันยังเหลืออะไรให้ตรูเที่ยวอีกล่ะเนี่ย

สุดท้าย... พวกเดี๊ยน 6 คน กับสองสามีภรรยา ก็เลยรวมคณะทัวร์เป็นกรุ๊ปเดียวกันชั่วคราว ไปไหนไปด้วย...

หยิบโบรชัวร์ขึ้นมา แล้วเปิดคร่าวๆ ลองชี้ไอ้ที่น่าสนใจดู พนักงานก็แนะนำให้ขึ้นลูปบัส

ลูปบัสจากสถานีคาวากุจิโคะมี 2 เส้นทางนะคะ เส้นแรกแล่นเลีบยทะเลสาบคาวากุจิโคะไปทางตอนเหนือของส่วนอีกเส้นหนึ่งแล่นเลียบทะเลสาบไปทางตะวันตก เส้นทางตะวันตกมีสถานที่ให้เที่ยวมากกว่าค่ะ แต่ถ้าอยากเห็นฟูจิซันต้องขึ้นลูปบัสเส้นทางเหนือ

พี่สาวเดี๊ยนแค่อยากเห็นฟูจิซันเท่านั้น บวกกับมีไอเดียว่าจะไปเดินชินจูกุกันตอนเย็น เราจึงตัดสินใจไปดูแต่ภูเขาไฟกันอย่างเดียวค่ะ

ต้องขอบคุณพนักงานขับรถผู้ใจดีจริงๆ ค่ะ ตอนแรกเดี๊ยนขึ้นอีกสายเพราะเห็นที่เที่ยวเยอะ แต่คุยไปคุยมา พนักงานก็บอกว่า ถ้าอยากเห็นภูเขาไฟฟูจิต้องที่สวนสาธารณะซันนีเดย์โคเอ็นซึ่งต้องไปคนละสาย

พวกเดี๊ยนก็เลยเปลี่ยนรถกัน ก่อนจะขึ้นคันใหม่ ก็แวะซดโซบะอุด้งกันตรงป้ายที่เปลี่ยนรถนั่นแหละค่ะ

จุ๊ๆๆ เดี๊ยนมีตาลายอธิบายเมนูผิดด้วยนะเออ...

เนื่องจากเมนูอุด้งโซบะร้านนั้นมีแต่ภาษาญี่ปุ่น ไม่มีภาพค่ะ เดี๊ยนเลยต้องตั้งสติแล้วอธิบายว่าแต่ละอย่างคืออะไรให้ลูกทัวร์ฟัง แอบคิดในใจว่า ถ้ามันมาแบบคิตสึเนะ... ทสึคิมิ... เดี๊ยนยังพอถูไถ แต่ถ้ามาเป็นชื่ออื่นล่ะก็ เดี๊ยนตายสถานเดียว อารมณ์ประมาณไปกินก๋วยเตี่ยวร้านดู๋ดี๋ เจอชื่อที่ไม่มีวัตถุดิบแล้วอึ้งกิมกี่ ต้องแปลไทยเป็นไทยอีกทีนั่นแหละค่ะ

แต่โชคดีค่ะ ที่มันไม่ใช่อย่างนั้น เมนูร้านนี้วิเคราะห์ง่ายๆ มีคันจิ 2 ตัวอยู่ข้างหน้าซึ่งเดี๊ยนไม่เข้าใจความหมาย คงเป็นชื่อร้านมั้ง และตามด้วย... ชิคุวะเท็นโซบะ ชิคุวะเท็นอุด้ง (คือโซบะอุด้งที่ใส่เท็มปุระชิคุวะอ่ะค่ะ) และอื่นๆ ซึ่งเดี๊ยนจำไม่ได้ และด้วยความหิวจนตาลายนั้นเอง...

คาคิเท็นโซบะ... คาคิเท็นอุด้ง...

"โซบะ / อุด้งใส่หอยนางรม (คาคิ) ทอดค่ะ" เดี๊ยนแปลเมนูให้อย่างฉะฉานละลานตา

อืม... ฟังดูน่ากินดี มีเนื้อมีหนัง และแล้วลูกทัวร์เดี๊ยน (รวมทั้งเดี๊ยนด้วย) ก็สั่งมาทั้งหมด 3 คน

และเมื่ออาหารมาเสิร์ฟ... ทุกคนกินไปคุยไปไม่ได้คิดอะไรมาก กระทั่ง... เดี๊ยนกินไปได้ครึ่งท้อง เริ่มนึกขึ้นได้... ไหนล่ะคาคิ (หอยนางรม) ???

เมื่อพิจารณาดูดีๆ มันมีแต่ผักสีส้มๆ... สักพักเดี๊ยนจึงนึกขึ้นได้ อุ๊ยตาย... ทำไมตัวเองสะเหร่อขนาดนี้ "คาคิ" ที่ว่าไม่ใช่หอยนางรม แต่เป็นคาคิที่แปลว่า "ลูกพลับ" ต่างหาก

เท็มปุระลูกพลับ =_="

...ไม่เป็นไร... สะเหร่อกว่านี้ก็เจอมาแล้ว... ตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบสถานีคาวากุจิโคะนั่นแหละค่า

หลังจากอิ่มท้องก็ออกเดินทางกันต่อ และเมื่อมาถึงซันนี่เดย์ก็...

อ๊ะอ๊าง...

ภูเขาไฟฟูจิลูกหญ่ายยยย ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ขอบคุณคุณพนักงานขับรถบัสคนนั้นมากเลยค่า เสียอย่างเดียวมันครึ้มฟ้าครึ้มฝนอ่ะ ไม่งั้นจะได้เห็นลูกบ๊ะเห้งเต็มๆ ตากว่านี้

อย่าคาดหวังจนเกินไปค่ะ เพราะแถวๆ นั้นน่ะ นอกจากทะเลสาบ ฟุจิซัน และต้นซากุระไม่กี่ต้นแล้ว... มันแทบจะไม่มีอะไรเลย...

ถ่ายคู่กับซากุระซะหน่อย

เดินต่อไปอีกนิด ได้ต้นหลิวเป็นนางแบบรับเชิญ

ภาพรวมๆ ของบริเวณนั้นค่ะ อุตริถ่ายหลังต้นไม้ใหญ่อีกที

บริเวณรอบๆ ซันนีเดย์

(แต่ละรูป... ต้องเพ่งหาฟุจิซันหน่อยนะคะ วันนั้นเดี๊ยนลืมจุดธูปเรียกก็เลยโผล่มาแค่นี้ TT^TT)

หลังจากถ่ายรูปกันได้ที่ ก็จรลีกลับโตเกียว พี่สาวเดี๊ยนบรรลุเป้าหมายแล้ว สบายใจไกด์เถื่อนคนนี้จริงๆ เหอๆๆ

หลังจากนั้น เดี๊ยนกับหลานสาวก็ไปตะลุยฮาราจุกุกันต่อ ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่เดินเล่นช็อปเครื่องสำอางและอุปกรณ์กอล์ฟไปที่ชินจุกุนั่นแหละค่า... แหม ก็วันต่อมาจะกลับเมืองไทยแล้วงิ

จบการบอกเล่าเก้าวันในญี่ปุ่นแต่เพียงเท่านี้ค่า

แถม...

น้องทัมโปะโปะ (แดนดิไลออน)

ดอกไรไม่รู้ น่ารักดีเลยถ่ายมา

ซากุระ... ถ่ายเรื่อยเปื่อยจริงๆ ตรู เหอๆๆๆ

 

2008/May/06

ข้อควรระวังในการไปเที่ยวต่างประเทศ

ก่อนจะอัพเฮฮาเรื่องชิราคาวะโก เดี๊ยนขอนินทาคนไทยด้วยกันซึ่งบอกตรงๆ เลยว่า "เดี๊ยนไม่เคยเห็นหน้า แต่อยากประจานเป็นอุทาหรณ์"

ไม่ได้เคียดแค้นอะไรหรอกค่ะ แต่จากเหตุการณ์นี้ ทำให้เดี๊ยนได้ข้อคิดเรื่องคำพูด แม้เราจะไปอยู่ต่างประเทศเป็นการชั่วคราว และคงไม่ได้พบเจอคน ณ ที่นั้นอีกต่อไปในชีวิต

เรื่องมีอยู่ว่าเดี๊ยนกำลังใช้คอมพิวเตอร์ที่ล็อบบี้ของโรงแรมเช็คข้อมูลการเดินทางท่องเที่ยววันต่อไปอยู่ คอมพิวเตอร์ตรงนั้นมีอยู่ 2 เครื่อง และทั้งสองเครื่องเป็นประเภทหยอดเหรียญ 100 เยน ใช้อินเตอร์เน็ตได้ 20 นาที

แน่นอน... เรื่องคงไม่เกิด ถ้าคอมพิวเตอร์ไม่ได้ถูกจับจองทั้งสองเครื่อง

ขอทำความเข้าใจอย่างนึงนะคะ ไอ้เหรียญ 100 เยนที่เราหยอดไปเนี่ย ต่อให้เวลาจะเหลือเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าเราเลิกเล่น มันก็จะไม่ทอนมาหรอกค่ะ

ผู้ชายไทยคนหนึ่ง มานั่งต่อคิวใช้เน็ตที่ม้านั่งข้างหลังเดี๊ยนค่ะ เดี๊ยนไม่รู้หรอกว่าเขาจะต่อเครื่องไหน เพราะใครลุกก่อนเขาก็คงเสียบล่ะนะ

สักพัก เพื่อนผู้หญิงของเขาเดินเข้ามา ทักทายพูดคุยกันด้วยเสียงค่อนข้างดัง

ผู้หญิง "รอเช็คเมลเหรอ"

ผู้ชาย "อือ... ของคนนี้เหลืออีกแค่ 3 นาที"

ผู้หญิง "เออ... งั้นก็นั่งอ้าขากดดันมันต่อไปก็แล้วกัน"

พูดจบก็เดินไป

เดี๊ยนนั่งหันหลังอยู่ แต่ได้ยินน้ำเสียงของผู้หญิงกระแทกแดกดันตรงคำว่า "มัน" อย่างชัดเจน ตอนแรกไม่คิดว่าเป็นตัวเดี๊ยนหรอกค่ะ แต่พอเงยหน้ามองเวลาของตัวเอง เหลืออยู่เกือบ 3 นาที... อ้าว หมายถึงตรูนี่หว่า

เดี๊ยนไม่โกรธผู้หญิงคนนั้นหรอกนะคะ ที่ใช้คำว่า "มัน" ด้วยน้ำเสียงแบบนั้นเมื่อพูดถึงเดี๊ยน โถ... ชีคงไม่รู้ว่าเดี๊ยนเป็นคนไทย (จะว่าไปตั้งแต่เหยียบญี่ปุ่นก็ไม่มีใครคิดว่าเดี๊ยนเป็นคนไทยซักคน ฮ่วย!) แต่ที่เดี๊ยนเคืองก็คือ... ต่อให้เดี๊ยนเป็นชาวต่างชาติไม่เข้าใจภาษาไทยก็ตาม นี่น่ะหรือ คือถ้อยคำและน้ำเสียงที่ควรใช้กับคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน!?

เดี๊ยนมีสมบัติผู้ดีพอค่ะ จริงๆ ธุระยังไม่เสร็จดีหรอก แต่ค่อยไปถามรายละเอียดอีกทีกับนายสถานีเองก็ได้ เวลาตอนนั้นเหลืออีกประมาณ 2 นาทีกว่าๆ เดี๊ยนจึงลุกสละคอมให้ด้วยความเวทนาที่อุตส่าห์นั่ง "อ้าขากดดัน"

เหมือนประชด แต่ไม่ได้โกรธคุณผู้ชายนะคะ

พี่สาวเดี๊ยนบอกว่า "ทำไมต้องกดดัน ในเมื่อเรามีสิทธิในเวลาที่ยังเหลือ เพราะเงินเรายังไม่หมด ถ้าเป็นพี่จะแกล้งหยอดต่ออีกซัก 2 เหรียญ เอาให้สะใจ"

ช่างเถอะค่ะ... คนไทยด้วยกัน

อยากฝากมิตรรักแฟนบล๊อกทั้งหลาย ไม่ว่าคุณจะอยู่เมืองไทย หรืออยู่ต่างประเทศก็ตาม... ระวังคำพูด และพึงระลึกเสมอว่า ไอ้คนต่างชาติที่นั่งหันหลังให้คุณอยู่นั้น อาจเข้าใจภาษาแม่ที่คุณใช้พูดถึงตัวเขาแบบแย่ๆ อย่างแจ่มแจ้งก็ได้... ใครจะรู้

เฮ้อ คิดแล้วเสียดาย รู้งี้ตอนเดินออกมา แกล้งยิ้มหวานให้ แล้วทักภาษาไทยกับชายหนุ่มคนนั้นซะหน่อยก็ดี "อุ๊ย คุณพี่... คนไทยเหรอคะ? ขอโทษทีที่ทำให้ต้องอ้าขากดดันรอนะคะ เวลาเหลืออีก 2 นาที เดี๊ยนให้ฟรีค่ะ ถือว่าทำบุญ เชิญใช้ตามสบายค่า"

แล้วให้ไปเฉ่งกับเพื่อนผู้หญิงตัวเองในภายหลัง...

เฮ้อ... เสียดาย ถ้าตอนนั้นนึกได้เป็นฉากๆ แบบนี้ก็คงสะใจดี (แต่ต่อให้นึกได้ เดี๊ยนจะตัดสินใจทำรึเปล่าก็ไม่รู้เนาะ แต่ถ้าทำไป ผู้ชายซึ่งเป็นคนนั่งรออยู่ดีๆ ก็คงกลายเป็นแพะรับบาปไป) 

 

ชิราคาวะโก... โอ้ละหนอ

ชิราคาวะโก เป็นเมืองชนบทในจังหวัดกิฟุค่ะ เอกลักษณ์ของเมืองนี้ก็คือบ้านชาวนาแบบ 合掌造り (gasshozukuri) คำว่า 合掌 gassho แปลว่า เอาฝ่ามือมาประสานกัน ก็คือพนมมือนั่นแหละค่ะ ส่วน -造り (-zukuri) แปลว่าสร้าง เวลาต่อท้ายคำนามก็น่าจะมีความหมายในแง่ของดีไซน์ หรือโครงสร้าง รวมกันก็หมายถึงสถาปัตยกรรมที่มีรูปทรงเหมือนการพนมมือ

บ้านแบบกัชโชสึคุริมีลักษณะเป็นบ้านที่มีหลังคาเอียงชันมาก ยอดแหลม มองโดยรวมเหมือนรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วค่ะ ที่หลังคาเป็นเช่นนี้ก็เพราะ ในฤดูหนาวหิมะตกหนัก ถ้าหลังคาไม่ชัน หิมะจะไปทับถมจนบ้านอาจพังได้ จึงทำหลังคาให้หิมะเกาะได้น้อยที่สุด ที่สำคัญ หลังคาที่จั่วแหลมสูงย่อมแข็งแรงกว่าจั่วที่ทำมุมค่อนข้างป้านใช่มั้ยคะ

ตัวอย่างแบบเซิร์ฟๆ ให้พอนึกภาพหลังคาออกค่ะ ดูเหมือนเล็ก แต่จริงๆ แล้วหลังใหญ่นะ ใหญ่กว่านี้ก็มี

นอกเรื่องนิด ไหนๆ ก็พูดถึงมุมของสามเหลี่ยม ทำให้เดี๊ยนนึกถึงเรื่อง "สามเหลี่ยมช่วยชีวิต" ที่เคยดูในสารคดีได้ ว่ากันว่า ในยามเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะแผ่นดินไหว  ตึกถล่ม หรืออัคคีภัย หากท่านติดอยู่ในตัวอาคาร หาทางออกไม่ได้ ให้ท่านมองหาสามเหลี่ยมช่วยชีวิตเพื่อเข้าไปหลบก่อน

สามเหลี่ยมช่วยชีวิตคืออะไร?

มันคือช่องว่างระหว่างกำแพงกับกำแพง สิ่งของกับสิ่งของ หรือกำแพงกับสิ่งของ อาทิ รูโหว่ระหว่างตู้ที่ล้มลงมาพิงกำแพง กรอบประตูหรือเสาที่ทรุดมาอิงกัน เพราะเมื่อมันทำมุมเป็นมุมแหลมเหนือศีรษะท่าน โอกาสที่มันจะทรุดลงมาโครมใหญ่ใส่หัวท่านจนเบะตายคาที่จะลดลง อีกทั้งยังค่อนข้างแข็งแรงพอที่จะช่วยป้องกันเพดานที่จะยุบลงมาบนตัวท่านอีกด้วย... ไม่ได้หมายความว่าถ้าซุกตัวอยู่ในสามเหลี่ยมช่วยชีวิตแล้วจะรอดชีวิตทุกรายนะเคอะ แต่โอกาสที่ท่านจะโดนอะไรหล่นลงมาทับตายจะน้อยกว่าอยู่ในที่กำบังแบบอื่นเท่านั้น

วกกลับมาเรื่องบ้านแบบกัชโชสึคุริกันต่อค่ะ นอกจากทรงหลังคาที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว วัสดุของหลังคาก็ทำจากฟางข้าวค่ะ อาจเป็นเพราะน้ำหนักเบา (แน่นอนว่าเบากว่ากระเบื้องและหิน) ภายในบ้านมีประมาณ 2-3 ชั้น ในยามหิมะตกหนัก คนในบ้านจะย้ายตัวเองขึ้นมาใช้ชีวิตที่ชั้น 2 และ 3 ค่ะ

ใครที่อยากเห็นกัชโชสึคุริ นอกจากที่ชิราคาวะโก ก็ยังมีที่ทาคายามะอีกด้วยนะคะ แต่บรรยากาศจะต่างกันตรงที่ ทาคายามะเขาจำลองหมู่บ้านในสมัยก่อนมา มีรูปแบบเหมือนพิพิธภัณฑ์ ในขณะที่ชิราคาวะเป็นหมู่บ้านชาวนาแบบดั้งเดิมค่ะ มีคนอยู่อาศัยจริง แต่ปัจจุบันก็มีบ้านญี่ปุ่นแบบตามสมัยขึ้นแซม นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมโฮมสเตย์สำหรับคนที่อยากลองใช้ชีวิตในบ้านกัชโชสึคุริอีกด้วยค่ะ เท่าที่เดี๊ยนเคยสำรวจมา จะเป็นโปรแกรมช่วงหน้าร้อนล่ะ มีกิจกรรมทำนา+ปลูกผักด้วย

หากท่านจะไปชิราคาวะโก มี 2 ตัวเลือกมาแนะนำค่ะ...

ถ้าท่านไม่ได้คิดจะดื่มด่ำกับหมู่บ้านชาวนาแบบดั้งเดิมนักล่ะก็ เดี๊ยนแนะนำให้ไปช่วงเช้าค่ะ พอไปถึงมุ่งหน้าจากรถบัสสู่โรปเวย์ขึ้นจุดชมวิวก่อนเลย (ใช้เวลาเดินประมาณ 30-40 นาทีจากจุดจอดรถ) จะเห็นวิวโดยรวมของหมู่บ้าน ซึ่งเดี๊ยนคาดว่าน่าจะสวย... ที่เดี๊ยนคาดเพราะเดี๊ยนพลาดโรปเวย์น่ะสิเคอะ เพราะเดี๊ยนดันไปช่วงบ่าย โรปเวย์หมดตอน 4 โมง ไม่ทัน... อด... จ๋อยเด่ว

หลังจากชมวิวจนหนำใจ ก็ค่อยเดินชิลๆ ชมหมู่บ้านตามอัธยาศัยค่ะ ถ้าท่านเห็นว่าไม่มีอะไร จะกลับซะตั้งแต่ตอนรถช่วงเที่ยงก็ได้ หรือถ้าท่านชอบก็จะอยู่ถึงเย็นก็ได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น... หากท่านจองรถบัสไป ก็คำนวณเวลากันเอาเองนะเคอะ

อีกตัวเลือกหนึ่งคือกรณีที่ท่านอยากจะไปค้าง เดี๊ยนแนะนำไปช่วงบ่ายค่ะ เดินกินลมชมวิว ชิลๆ โดยไม่ต้องสนใจว่าจะทันโรปเวย์หรือไม่ แล้วค่อยไปจุดชมวิวซะทีเดียวตอนเช้าก่อนออกเดินทางก่อนเที่ยงในวันต่อไป... ก็เป็นอะไรที่ดูไม่เหนื่อยมากนะคะ

อนึ่ง เที่ยวแบบเดี๊ยนจะไม่เน้นทัวร์ชะโงกค่ะ ชอบไปกินบรรยากาศ และถ่ายรูปเล่นมากกว่าเน้นสะสมแต้มว่า "ฉันได้มาเหยียบที่นี่แล้วโว้ยยย" จากนั้นก็รีบบึ่งไปที่อื่นต่อ แผนการเที่ยวของพวกเดี๊ยนเลยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทั้งนี้ทั้งนั้น... ไม่อยากบอกเลยว่าชิราคาวะโกนี่แหละ เป็นที่แรกในการมาญี่ปุ่นที่พวกเดี๊ยนจำเป็นต้อง "ทัวร์ชะโงก" เนื่องจากเวลาจำกัดของรถบัสที่จองตั๋วไว้ T^T

พูดถึงตั๋วรถ หากท่านไม่ได้ไปกับกรุ๊ปทัวร์ ก็มีรถบัสให้บริการนั่งจากทางคานาซาวะไป หรือนั่งจากทาคายามะไปก็ได้ค่ะ มันชื่อว่าสายโนฮิซึ่งวิ่งจากคานาซาวะไปทาคายามะ โดยมีชิราคาวะโกอยู่ตรงกลาง พวกเดี๊ยนนั่งจากคานาซาวะไปค่ะ เวลาไม่ดีเลย เพราะมีรถไปแค่ 2 รอบ รถกลับแค่ 2 รอบ ถ้าอยากเที่ยวครึ่งวัน จะมีเวลาอยู่ในชิราคาวะโกแค่เกือบ 1 ชั่วโมงเท่านั้น (หากใครไม่ค้างที่นั่น เดี๊ยนจึงแนะนำให้ไปรอบเช้า เพราะจะได้ตัดสินใจถูกเมื่อเห็นสถานที่เที่ยวจริงว่าอยากรีบกลับรึเปล่า คนไม่ชอบก็คงดูว่ามันไม่มีอะไร แต่คนชอบก็คงเดินเล่นได้เรื่อยๆ แบบเพลินใจค่ะ)

ร้านขายของที่ระลึกตรงลานจอดรถค่ะ

สะพาน であい橋 (เดไอบาชิ) แปลแบบกุ๊กกิ๊กหน่อยก็ "สะพานพบรัก" หรือถ้าแปลแบบโรแมนติกก็ "สะพานแห่งการพานพบ" แต่จะพบอะไรก็ต้องลองข้ามไปดูล่ะก๊า

บรรยากาศอีกฝั่งของสะพาน

ร้านอาหารร้านใหญ่ในชิราคาวะโก เดี๊ยนถ่ายภาพนี้มาเพราะชอบกำแพงค่ะ จริงๆ มันคือชั้นเก็บฟืน แต่พอเอาฟืนมาวางจนเต็มก็จะดูเหมือนลายกำแพงแปลกตาดีค่ะ

อีกมุมหนึ่งในชิราคาวะโก

เงียบสงบ เดินไปทางไหนก็ประมาณนี้แหละค่ะ

พิพิธภัณฑ์อะไรซักอย่างที่เดี๊ยนไม่ได้เข้า (เวลามันจำกัด ฮือๆๆๆ >.<)

จบเรื่องชิราคาวะโกไปอีกหนึ่ง จริงๆ เดี๊ยนคิดว่าถ้ารวมได้ เดี๊ยนก็อยากอัพรวมพูดถึงทาคายามะซึ่งเดี๊ยนไปมาเมื่อ 3 ปีที่แล้ว แต่... มันคนละทริปกัน ไว้หาโอกาสบันทึกใส่บล๊อกรำลึกความหลังเมื่อมีเวลาและอารมณ์แล้วกันนะเคอะ เหอๆๆๆ

 



neorosifix
View full profile